ย้อนรอยฟองสบู่ประเทศไทยกับปัจจัยที่คุณอาจยังไม่รู้?

chaiyasit bunnag26 มี.ค. 2559

นับเป็นเวลาเกือบ 19 ปีแล้วที่เกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก (พ.ศ. 2540) กลุ่มคน Gen Y หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่เรารู้จักถึงกับนั่งน้ำตาตกปิดกิจการกันเป็นแถบในช่วงที่เกิดวิกฤติการณ์และหลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ นั่นคือวันที่เศรษฐกิจไทยพุ่งรุ่งโรจน์เป็นอย่างมากแต่กลับล้มแบบฉับพลัน (ดัชนีบ่งชี้คือ SET Index ที่วิ่งถึงเกือบ 1,800 จุด ในปี 2535 – 2536 และร่วงลงกว่า 88% ในช่วงปี 40 เป็นต้นมา) วันนี้เราขอหยิบประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมทางการเงินนี้

เงินทุนจากต่างประเทศ (foreign capital inflows)

หลายคนคิดว่าการมีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในประเทศ เป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากเม็ดเงินเหล่านี้ผลักให้มูลค่าในสินทรัพย์ประเภทต่างๆนั้นมีสูงขึ้น เช่น ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ โดยหลายสถาบันการเงินมีวิธีเปิดรับเงินทุนเหล่านี้ด้วยวิธีการที่เราเรียกว่า maturity transformation ที่ทางแบงก์ในประเทศวางเงื่อนไขไว้ว่ากลุ่มนักลงทุนที่เป็นเจ้าของเงินทุนเหล่านี้สามารถถอนทุนออกได้ในระยะเวลา 3 เดือนหลังจากเงินเข้าระบบ การที่แบงก์กล้าทำเช่นนี้เพราะในสายตาโลกตอนนั้นกำลังมองว่าประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่โดยเฉพาะทางฝั่งเอเชียนั้นกำลังเติบโต และสามารถผลักดันมูลค่าให้ไปต่อได้ ในตอนนั้นนักลงทุนจึงยังไม่มีความคิดที่จะถอนเงินคืน อีกทั้งธนาคารยังได้นำเงินทุนจากต่างประเทศมาปล่อยกู้ให้แก่นักลงทุนภายในประเทศเพื่อไปสร้างธุรกิจกันมากมายโดยอะลุ่มอล่วย ในเรื่องเวลาชำระคืนและเรื่องเครดิตการกู้ยืม อย่าลืมว่าแบงก์เอาเงินต่างชาติปล่อยให้บริษัทภายในประเทศยืมโดยไม่คิดว่าเจ้าหนี้เขาจะมาเอาคืนเร็ว
จำนวนเงินที่ไหลเข้ามาในประเทศจะถูกเข้ามาในรูปดอลลาร์ ดังนั้นหากต่างชาติจะเอาคืนจากเราก็ต้องคืนเขาเป็นค่าเงินเดียวกัน ซึ่ง ณ ตอนนั้นทางรัฐบาลยังเลือกคงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์ไว้ที่ 25 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไม่มีใครคิดอีกเช่นกัน ณ ตอนนั้นรัฐจะประกาศเลิกอิงในลักษณะ fixed rate แบบฉับพลัน ทุกอย่างกำลังไปได้สวย … หลังจากนั้น

การเข้ามาของพ่อมดการเงิน

จอร์จ โซรอส ซึ่งเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงมากจากการเทรดในลักษณะ option (เปรียบเสมือนการเก็งว่าสินทรัพย์อ้างอิงที่เลือกจะมีราคาขึ้นหรือลงในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งจะได้ผลตอบแทนอย่างมากหากโอกาสที่จะเกิดขึ้นมีน้อย) ซึ่งสินทรัพย์อ้างอิง ณ ตอนนั้นของจอร์จ โซรอส ก็คือเงิน ปอนด์ โดยเขาได้เลือกพนันไว้ว่าเงินปอนด์จะอ่อนลงอย่างมากในช่วงปี 2535 ซึ่งสถาบันการเงินรวมถึงบริษัทกองทุนหลายแห่งเลือกเปิดรับ option ในกรณีนี้ (ผู้ยื่น option เราเรียกว่าฝ่าย call ส่วนผู้รับ option เราเรียกว่าฝ่าย put) และแล้วเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นจริง เงินปอนด์อ่อนลงเป็นอย่างมากสร้างกำไรมหาศาลให้กับนักลงทุนจอมเก๋าผู้นี้

แล้วเขามาทำอะไรตลาดไทย?

จอร์จ โซรอส อยากจะเช็คดูว่าภาคการเงินและเงินคลังสำรองในสภาพคล่องเงินดอลลาร์ ที่ทางประเทศไทยมีนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน โดยเขาค่อยๆทยอยเข้ายืมไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น ยืมงินบาทจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาจำนวน 25 ล้านบาทแล้วเปลี่ยนเป็นดอลลาร์ซึ่งจะได้มาเป็น 1 ล้านดอลลาร์ (เนื่องจาก fixed rate ที่ 25 บาท ต่อ ดอลลาร์) โซรอส ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ณ ขณะนั้นเองแบงก์ชาติไม่มีนโยบายที่จะปฏิเสธการกู้ยืมจากผู้ยืมที่มีเครดิตดีอย่างเช่นโซรอส เพราะหวังว่าคงไม่เกิดอะไรขึ้นแน่ๆ ตนก็กินดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง ณ สมัยนั้นไปสบายๆ

แบงก์ปล่อยขายเงินดอลลาร์ให้กับโซรอส จนหมดจนทำให้รัฐบาลต้องประกาศยกเลิกการอิงอัตราแลกเปลี่ยนคงที่จาก 25 บาทต่อดอลลาร์ มาเป็นอัตราแลกเปลี่ยนชนิดลอยตัว และเนื่องจากดีมานด์ในสกุลเงินดอลลาร์นั้นมีมากแบบสวนทางกับคลังดอลลาร์ของแบงก์ชาติส่งผลให้ต้องเลือกปรับอัตราแลกเปลี่ยนชนิดลอยตัวในที่สุด ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงทันทีถึงสองเท่าตัวนั่นคือ 50 บาท ต่อดอลลาร์

เมื่อข่าวหลุดไปถึงนักลงทุนที่นำเงินมาลงทุนผ่านแบงก์บ้านเรา พวกเขาต่างชักเงิน (ดอลลาร์) ออกไปพร้อมๆ กันชนิดที่ว่าเราไม่ได้ตั้งตัว จนทำให้หลายแบงก์ถึงกับล้มไปตามๆ กันในช่วงนั้น และเหตุการณ์นี้ส่งผลให้ภาพแมคโคร ของประเทศดูแย่ทันที ดังนั้นดีมานด์จากต่างประเทศในการซื้อสินค้าจากไทยก็ลดฮวบ ส่งผลมายังธุรกิจภายในประเทศทั้งเล็กและใหญ่ต่างโดนร่างแหนี้ไปตามๆ กัน หลายกิจการจำต้องปิดตัวลงในช่วงนั้น เมื่อกิจการซบเซาทำให้ไม่สามารถชำระหนี้กับแบงก์ได้จึงต้องประกาศล้มละลายในที่สุด

ไม่เพียงแค่ไทยเท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบจากการที่นักลงทุนถอนเงินออกครั้งนี้ ประเทศร่วมทวีปอย่าง อินโดนีเซียและเกาหลีใต้ต่างก็โดนเคราะห์กรรมในรูปแบบเดียวกัน ส่งผลให้ค่าเงินรูเปียและวอนต่างอ่อนค่าฉับพลันลงทันที

หนึ่งปีหลังจากนั้นโลกก็ช็อคอีกครั้งโดยเฉพาะสหรัฐอเมริการที่ปล่อยให้รัสเซียยืมอย่างจัดหนักในช่วงประมาณปี 2533 โดยไม่คิดว่าเกมลิน มหาอำนาจจะเบี้ยวไม่ชำระหนี้ รัสเซีย ณ ตอนนั้นเป็นผู้ส่งออกน้ำมันและแก็สธรรมชาติรายใหญ่ให้แก่เอเชียแต่เมื่อประเทศเหล่านี้เกิดวิกฤติทำให้ดีมานด์ความต้องการพลังงานเหล่านี้ลดลงอย่างมากส่งผลให้รายได้ของรัสเซียไม่เพียงพอเลี้ยงหนี้ที่ตัวเองก่อดังนั้นจึงต้องเกิดการผิดชำระ (default) นั่นเอง

นักวิเคราะห์ฟันธงสาเหตุหลักที่ทำให้ไทยฟองสบู่แตกปี 40 ได้แก่

-รัฐและสถาบันการเงินไม่เข้มงวดเรื่องการปล่อยกู้ให้แก่บริษัทภายในประเทศ บางครั้งปล่อยให้บริษัทที่มีเครดิตเน่าๆ (zombie companies) กู้ด้วย คล้ายกับกรณีโลภของนายแบงก์หลายนายในอเมริกาในช่วงก่อนเกิด Hamburger Crisis

-แบงก์ชาติมีเงินคลังสำรองในรูปแบบค่าเงินใหญ่อย่างดอลลาร์ไม่เพียงพอ เนื่องจากไม่ปฏิเสธที่จะขายเงินดอลลาร์ให้แก่ผู้ขอยื่นซื้อที่มีเครดิตดี

-การที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นส่งผลให้การซื้อขายสามารถสั่งการผ่านระบบออนไลน์ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านตัวแทนทำให้ไม่สามารถหยุดเงินไหลออกจากประเทศได้ในช่วงนั้น

จะเห็นได้ว่าวิกฤติการณ์ทางการเงินส่วนใหญ่ล้วนมาจากการกู้ยืมหนี้สินทั้งสิ้น ทั้งสินเชื่อระยะสั้นและยาวในปัจจุบัน ดังนั้นก่อนจะเริ่มดำเนินหรือทำธุรกิจอะไรจะต้องมั่นใจว่า “โมเดลธุรกิจ” นั้นๆ ต้องส่งผลสำเร็จได้จริง ยกตัวอย่างเช่น หากคุณกู้มาทำธุรกิจ 10 ล้านบาท ธุรกิจจะร่วงหรือจะรุ่ง คุณก็ยังเป็นหนี้เช่นเดิม (รวมถึงดอกเบี้ยมหาโหดที่ต้องจ่าย) หากไม่มั่นใจอย่ากู้เด็ดขาด อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกันนั่นคือ การมีไอเดียและแผนธุรกิจที่ดีเยี่ยมแล้วนำเสนอขอการระดมทุนจากกองทุนสำหรับ SMEs โดยเฉพาะอย่างกองทุน Tuk Tuk ของไทยหรือต่างชาติ โดยเราเรียกผู้หยิบยื่นเงินทุนในลักษณะนี้ว่า Venture Capitalists โดยพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้มาในฐานะเจ้าหนี้แต่มาในฐานะหุ้นส่วนของธุรกิจคุณนั่นเอง

George Soros

George Soros

ภาพ featured image: media.guim.co.uk/

ภาพประกอบเนื้อหา: assets.bwbx.io/

เรื่องนี้เขียนขึ้นโดย ชัยสิทธิ์ บุนนาค Content Writer ประจำ DDproperty หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อผู้เขียนโดยตรงได้ที่ chaiyasit@ddproperty.com

เขียนความเห็น

ข่าว-บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ

อยากเล่นหุ้นแบบ VI ต้องดูอะไรบ้าง

การเล่นหุ้นแบบ VI หรือ Value Investment นั้นเป็นการลงทุนที่มุ่งเน้นของคุณค่า ภายใต

อ่านต่อ1 มี.ค. 2559