มรดกมีความสำคัญและจำเป็นก็ต่อเมื่อสูญเสียบุคคลในครอบครัวไป นั่นก็คือ “ความตายก่อให้เกิดมรดก” นั่นเอง เมื่อเจ้ามรดกตาย มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม หากไม่มีผู้รับก็จะตกเป็นของแผ่นดินต่อไป ดังนั้น มรดกจึงมีความสำคัญกับผู้ที่เป็นทายาท ซึ่งหน้าที่และความรับผิดก็ตกแก่ทายาททันทีเช่นกัน หากเจ้ามรดกมีเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิเรียกร้องจากทายาททันที โดยทายาทจะปฏิเสธว่ายังไม่ได้รับมรดกไม่ได้ และเจ้าหนี้จะเรียกร้องจากทายาทคนใดก็ได้
ทั้งนี้ หนี้ที่ต้องชดใช้จะไม่มากเกินกว่ามรดกที่ได้รับ “ทายาท” ทางกฎหมายมี 2 ประเภทด้วยกัน คือ ทายาทโดยธรรม (ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย) และทายาทโดยพินัยกรรม (ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทก็มีความแตกต่างกัน สำหรับบทความนี้จะกล่าวถึงเพียงทายาทโดยธรรม
อ่านหัวข้อที่คุณสนใจ
- มรดก คืออะไร
- ทายาทโดยธรรม 6 ลำดับ มีใครบ้าง
- มีลูกแล้วพ่อแม่ยังมีสิทธิได้รับมรดกไหม
- หลานมีสิทธิรับมรดกแทนพ่อหรือแม่หรือไม่
- มีพินัยกรรมแล้ว ทายาทโดยธรรมยังได้รับมรดกหรือไม่
- เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต ต้องเช็กอะไรบ้าง
- บ้านและที่ดินมรดก โอนให้ทายาทอย่างไร
มรดก คืออะไร
มรดก คือ ทรัพย์สินทุกชนิดตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบต่าง ๆ ของผู้ตาย เว้นแต่ตามกฎหมายหรือโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตาย เช่น ยศ, ตำแหน่ง, รางวัล โดยมรดกเหล่านี้จะตกทอดไปสู่ผู้รับมรดกตามพินัยกรรม หากไม่มีพินัยกรรมก็จะตกเป็นของทายาทโดยชอบธรรมของเจ้ามรดก
ทายาทโดยธรรม 6 ลำดับ มีใครบ้าง
ทายาทโดยธรรม คือ บุคคลที่มีสิทธิ์ในการรับมรดกหรือทรัพย์สินของบุคคลที่ถึงแก่กรรม โดยแบ่งเป็นทายาทโดยธรรมประเภทญาติ และประเภทคู่สมรส
ทายาทโดยธรรม 6 ลำดับ มีใครบ้าง
1. ทายาทโดยธรรมประเภทญาติ
ทายาทโดยธรรมประเภทญาติ คือ ผู้ที่มีสายสัมพันธ์ทางสายโลหิตมี 6 ลำดับด้วยกัน ดังนี้
| ลำดับ | ทายาทโดยธรรม |
| ลำดับที่ 1 | ผู้สืบสันดาน |
| ลำดับที่ 2 | บิดา มารดา |
| ลำดับที่ 3 | พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน |
| ลำดับที่ 4 | พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน |
| ลำดับที่ 5 | ปู่ ย่า ตา ยาย |
| ลำดับที่ 6 | ลุง ป้า น้า อา |
แม้ว่าทายาทโดยธรรมจะมีถึง 6 ลำดับด้วยกัน แต่ไม่ใช่ว่าทุกลำดับจะมีสิทธิได้รับมรดกพร้อมกัน การรับมรดกจะเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ญาติที่อยู่ในลำดับก่อน (ลำดับต้น) มีสิทธิได้รับมรดกก่อน ญาติที่อยู่ลำดับถัดมาจะมีสิทธิได้รับมรดกต่อเมื่อไม่มีญาติลำดับก่อนหน้า เช่น ญาติลำดับที่ 3 จะได้รับมรดกเมื่อไม่มีญาติลำดับที่ 1 และ 2 เป็นต้น
ดังนั้น การรับมรดกจึงเข้าตามหลักที่ว่า “ญาติสนิทตัดญาติห่าง” ยกเว้น กรณีทายาทลำดับที่ 1 คือ ผู้สืบสันดาน จะไม่ตัดทายาทลำดับที่ 2 คือ บิดามารดา นั่นก็หมายความว่า บิดามารดามีสิทธิรับมรดกพร้อมกับผู้สืบสันดานนั่นเอง

จากตัวอย่าง ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก (นายทอง) คือ บุตรชายนายทอง บิดามารดา และพี่น้องนายทองซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ซึ่งเป็นทายาทลำดับที่ 1 ลำดับที่ 2 และลำดับที่ 3 ตามลำดับ
ดังนั้น เมื่อนายทองมีทายาทโดยธรรมลำดับต้นอยู่ คือลำดับที่ 1 และลำดับที่ 2 ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 3 คือพี่และน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันก็ไม่มีสิทธิรับมรดก แม้จะเป็นทายาทโดยธรรมเช่นกัน
ในกรณีนี้ หากนายทองมีมรดกคิดเป็นเงินจำนวน 3 ล้านบาท ผู้ที่ได้รับมรดก ลำดับที่ 1 และลำดับที่ 2 จะได้รับในสัดส่วนเท่า ๆ กัน คือ บุตรชายนายทอง จำนวน 1 ล้านบาท บิดานายทองจำนวน 1 ล้านบาท และ มารดานายทองจำนวน 1 ล้านบาท เป็นต้น
2. ทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรส
นอกจากทายาททั้ง 6 ลำดับแล้ว คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นทายาทโดยธรรม และมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
ทายาทประเภทนี้โดยปกติจะไม่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิต แต่มีความสัมพันธ์ในทางความรักร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมเช่นกัน มีสิทธิรับมรดกร่วมกัน
แต่ส่วนแบ่งของทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสจะได้เท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่ามีทายาทโดยธรรมประเภทญาติลำดับใดที่มีสิทธิรับมรดก หากเป็นญาติห่าง ๆ ยิ่งห่างมากเท่าไร คู่สมรสก็จะได้รับมรดกมากขึ้นเท่านั้น

จากตัวอย่างเดิม นายทองมีทายาทโดยธรรมคือ บุตรชายนายทอง บิดามารดา ซึ่งเป็นทายาทลำดับที่ 1 และลำดับที่ 2 ที่มีสิทธิได้รับมรดก ดังนั้น ในกรณีนี้ผู้มีสิทธิรับมรดกคือ ทายาทลำดับที่ 1 และ 2 ส่วนคู่สมรส (นางมี) จะเป็นทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรส ซึ่งถือว่าเป็นบุตร 1 คน จึงมีสิทธิได้รับมรดกเท่า ๆ กับทายาทของตนเอง
ดังนั้น หากนายทองมีมรดกคิดเป็นเงินจำนวน 3 ล้านบาท ผู้ที่ได้รับมรดกลำดับที่ 1 (บุตรชายนายทอง) ผู้ได้รับมรดกลำดับที่ 2 (บิดาและมารดานายทอง) และคู่สมรสจะได้รับมรดกในจำนวนเท่า ๆ กัน
กรณีนี้บุตรชายนายทองได้ 1 ส่วน บิดาได้ 1 ส่วน มารดาได้ 1 ส่วน และนางมี (คู่สมรส) ได้ 1 ส่วน หรือได้คนละ 750,000 บาท (3,000,000/4)
คู่สมรสมีสิทธิได้รับมรดกเท่าไร
คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นทายาทโดยธรรม แต่ส่วนแบ่งมรดกจะขึ้นอยู่กับว่ามีทายาทลำดับใดของผู้เสียชีวิตอยู่ด้วย
| ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกร่วมกับคู่สมรส | ส่วนแบ่งของคู่สมรสโดยหลัก |
|---|---|
| มีผู้สืบสันดาน | ได้ส่วนเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร |
| มีบิดามารดา หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน | ได้กึ่งหนึ่งของมรดก |
| มีพี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน ปู่ ย่า ตา ยาย หรือลุง ป้า น้า อา | ได้สองในสามของมรดก |
| ไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 | คู่สมรสได้รับมรดกทั้งหมด |
อย่างไรก็ตาม ก่อนแบ่งมรดกของผู้เสียชีวิต หากเป็นคู่สมรสที่อยู่ภายใต้ระบบสินสมรส ต้องพิจารณาแยกส่วนของคู่สมรสตามกฎหมายครอบครัวออกจากกองมรดกก่อน แล้วจึงนำส่วนที่เป็นมรดกมาแบ่งให้ทายาท
พ่อ-แม่โอนที่ดินให้ลูก 3 ข้อควรรู้
พ่อ-แม่โอนที่ดินให้ลูก 3 ข้อควรรู้ เอกสารที่ใช้ ค่าใช้จ่าย และขั้นตอนการโอน
มีลูกแล้วพ่อแม่ยังมีสิทธิได้รับมรดกไหม
มีสิทธิได้ แม้ผู้สืบสันดาน เช่น ลูก จะเป็นทายาทลำดับที่ 1 และบิดามารดาเป็นทายาทลำดับที่ 2 แต่กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นว่า หากบิดาหรือมารดาของเจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร
ตัวอย่างเช่น หากผู้เสียชีวิตไม่มีคู่สมรส แต่มีลูก 2 คน และมีมารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ การแบ่งมรดกจะไม่ได้ตัดสิทธิของมารดาเพียงเพราะมีลูกอยู่ แต่ต้องนำมารดามาพิจารณาส่วนแบ่งร่วมกับทายาทชั้นบุตรตามกฎหมาย
หลานมีสิทธิรับมรดกแทนพ่อหรือแม่หรือไม่
ในบางกรณี หลานอาจมีสิทธิรับมรดกแทนที่บิดาหรือมารดาของตน เช่น เมื่อบุคคลที่ควรได้รับมรดกเสียชีวิตก่อนเจ้ามรดก โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไขเรื่องการรับมรดกแทนที่ที่กฎหมายกำหนด
การรับมรดกแทนที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทายาททุกลำดับในลักษณะเดียวกัน หากครอบครัวมีผู้เสียชีวิตหลายทอดหรือโครงสร้างทายาทซับซ้อน ควรตรวจสอบสิทธิของทายาทแต่ละคนตามข้อเท็จจริงก่อนแบ่งทรัพย์มรดก
รู้อย่างนี้แล้ว เราคงต้องลองสำรวจดูแล้ว ว่าเราเป็นทายาทลำดับใดในครอบครัว ซึ่งคน 1 คนก็มีสิทธิเป็นได้ทั้งทายาทประเภทญาติและทายาทประเภทคู่สมรส ขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามรดกคือใคร และเราผู้ซึ่งเป็นทายาทประเภทญาติอยู่ในลำดับที่เท่าไร เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพย์สินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
มีพินัยกรรมแล้ว ทายาทโดยธรรมยังได้รับมรดกหรือไม่
หากผู้เสียชีวิตทำพินัยกรรมที่มีผลตามกฎหมายไว้ การจัดการทรัพย์ที่ระบุในพินัยกรรมต้องพิจารณาตามพินัยกรรมนั้นก่อน
ส่วนทรัพย์มรดกที่ไม่ได้มีการจัดการไว้โดยพินัยกรรม หรือกรณีที่พินัยกรรมไม่มีผลกับทรัพย์บางส่วน จึงพิจารณาการตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมายต่อไป
เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต ต้องเช็กอะไรบ้าง
1. ตรวจสอบว่ามีพินัยกรรมหรือไม่ หากมีพินัยกรรม ต้องตรวจสอบความถูกต้องและทรัพย์ที่ถูกระบุไว้ในพินัยกรรมก่อน
2. ตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของผู้เสียชีวิต รวบรวมข้อมูล เช่น บ้าน ที่ดิน เงินฝาก การลงทุน รวมถึงหนี้สินและภาระผูกพันที่เกี่ยวข้อง
3. ตรวจสอบคู่สมรสและทายาทโดยธรรม ดูว่ามีคู่สมรส ผู้สืบสันดาน บิดามารดา หรือทายาทลำดับอื่นที่มีสิทธิหรือไม่
4. แยกทรัพย์ของคู่สมรสออกจากกองมรดก หากผู้เสียชีวิตมีคู่สมรส ต้องพิจารณาสิทธิในทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสก่อนกำหนดทรัพย์ที่เป็นกองมรดก
5. พิจารณาส่วนแบ่งของทายาท เมื่อทราบว่าใครมีสิทธิแล้ว จึงพิจารณาส่วนแบ่งตามพินัยกรรมหรือหลักทายาทโดยธรรม
6. ดำเนินการจัดการและโอนทรัพย์มรดก กรณีมีบ้านหรือที่ดิน อาจต้องมีผู้จัดการมรดกหรือดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องก่อนจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสิทธิ
บ้านและที่ดินมรดก โอนให้ทายาทอย่างไร
เมื่อบ้านหรือที่ดินเป็นทรัพย์มรดก ทายาทควรตรวจสอบเอกสารสิทธิ รายชื่อผู้มีสิทธิรับมรดก พินัยกรรมถ้ามี และสถานะผู้จัดการมรดกก่อนดำเนินการจดทะเบียน
ขั้นตอนและเอกสารที่ใช้จะแตกต่างกันตามกรณี เช่น มีผู้จัดการมรดกหรือไม่ มีทายาทหลายคนหรือไม่ และมีข้อพิพาทระหว่างทายาทหรือไม่ จึงควรตรวจสอบรายการเอกสารกับสำนักงานที่ดินที่รับผิดชอบก่อนดำเนินการ
บทความอื่น ๆ ที่คุณอาจสนใจ
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย ทีม K-Expert ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย และปรับข้อมูลบางส่วนโดยทีมงาน DDproperty หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถปรึกษากับ K-Expert ธนาคารกสิกรไทย ได้ที่ K-Expert@kasikornbank.com
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น DDproperty by PropertyGuru ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท ออลพร็อพเพอร์ตี้ มีเดีย จำกัด ไม่สามารถรับรองหรือรับประกันเกี่ยวกับข้อมูล รวมทั้งไม่สามารถรับรองหรือรับประกันใด ๆ เกี่ยวกับความเหมาะสม สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะใด ๆ ของข้อมูล ตามขอบเขตสูงสุดที่กฎหมายอนุญาต แม้ว่าเราได้พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ให้ไว้ในบทความนี้ถูกต้อง เชื่อถือได้ และครบถ้วน ณ เวลาที่เขียน แต่ข้อมูลที่ให้ไว้ในบทความนี้ไม่ควรนำไปใช้ในการตัดสินใจทางการเงิน, การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือทางกฎหมายทันที ผู้อ่านไม่ควรใช้ข้อมูลในบทความ แทนคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมซึ่งสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงและสถานการณ์ส่วนตัวของคุณได้ ทั้งนี้ เราไม่สามารถรับผิดชอบใด ๆ หากคุณเลือกที่จะนำข้อมูลไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจ




