รวม 4 ข้อสงสัย ใช้บ้านกู้เงินคืออะไร คุ้มหรือไม่?

DDproperty Editorial Team
รวม 4 ข้อสงสัย ใช้บ้านกู้เงินคืออะไร คุ้มหรือไม่?
เมื่อมีความจำเป็นบางอย่างที่ต้องใช้เงินก้อนโต เชื่อว่าหลายๆ คนคงคิดไม่ตกว่าจะหาเงินก้อนนี้มาจากไหนดี แต่มีทรัพย์สินใกล้ตัวที่เราอาจลืมนึกถึงไป ซึ่งเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งในการแก้ปัญหานี้ได้ก็คือ “บ้าน” ของเรานั่นเอง แต่การจะนำบ้านไปกู้เงินหลายคนก็คงคิดหนัก เพราะบ้านเป็นทรัพย์สินที่สำคัญ แถมยังมีข้อสงสัยในหลายๆ ประเด็น และเพื่อให้มั่นใจว่าการนำบ้านไปช่วยกู้เงินครั้งนี้จะคุ้มค่าจริง K-Expert มีคำแนะนำก่อนตัดสินใจ

ทำความเข้าใจใช้บ้านกู้เงินเป็นอย่างไร

• การนำบ้านไปกู้เงินคืออะไร
สำหรับการนำบ้านไปกู้เงินคือ การนำบ้านพร้อมที่ดินที่ปลอดภาระมาใช้เป็นหลักประกันในการขอกู้เงิน ทั้งที่บ้านเป็นกรรมสิทธิ์ของเราเองหรือของเครือญาติ ได้แก่ พ่อ แม่ ลูก คู่สมรส โดยเมื่อเราได้รับการอนุมัติวงเงินแล้ว บ้านพร้อมที่ดินก็จะถูกนำไปจำนองกับธนาคารจนกว่าเราจะชำระหนี้หมด จึงค่อยไถ่ถอน แล้วบ้านพร้อมที่ดินก็จะปลอดภาระอีกครั้งหนึ่ง
• ใช้อะไรกู้ได้บ้าง
นอกจากบ้านพร้อมที่ดินแล้ว เรายังสามารถนำ ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ ห้องชุด รวมถึงที่ดินเปล่า มาใช้เป็นหลักประกันในการขอกู้ได้
• ขอวงเงินแบบไหนได้บ้าง
โดยวงเงินสินเชื่อที่เราสามารถขอได้นั้นมีทั้งแบบเป็นเงินกู้ (Loan) ที่รับเป็นเงินก้อนแล้วผ่อนรายเดือนตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งระยะเวลาในการผ่อนชำระสามารถผ่อนได้ยาวๆ เหมือนการกู้ซื้อบ้าน เช่น 30 ปี 15 ปี เป็นต้น และนอกจากวงเงินกู้แล้วยังสามารถขอเป็นวงเงินเบิกเงินเกินบัญชี (O/D) ที่ให้กับบัญชีกระแสรายวันในการเบิกเงินออกมาใช้แต่ละครั้งด้วยการสั่งจ่ายเช็คได้ ซึ่งวงเงินประเภทนี้จะใช้เพื่อเป็นวงเงินหมุนเวียนในกิจการ

ดอกเบี้ยแพงไหม

เนื่องจากสินเชื่อประเภทนี้จะใช้บ้านเป็นหลักประกัน จึงมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าสินเชื่อบุคคลแบบที่ไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อบุคคลที่ได้รับเป็นเงินก้อนแล้วผ่อนรายเดือน ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 17-28% ต่อปี แต่ก็ยังมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าดอกเบี้ยของการซื้อบ้านที่มักได้รับอัตราดอกเบี้ยโปรโมชันหรืออัตราดอกเบี้ยคงที่ที่ต่ำในช่วงปีแรกๆ โดยอัตราดอกเบี้ยของการนำบ้านปลอดภาระไปขอกู้เงินจะอยู่ที่ประมาณ 7-8% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสินเชื่อประเภทนี้จะใช้บ้านเป็นหลักประกันเหมือนกับสินเชื่อการกู้ซื้อบ้าน แต่ดอกเบี้ยของการนำบ้านปลอดภาระไปขอกู้เงินนั้น จะไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

แล้วบ้านกู้เงินมีค่าใช้จ่ายเยอะไหม

ค่าใช้จ่ายของการนำบ้านปลอดภาระไปเป็นหลักประกันในการขอกู้เงิน เหมือนกับการกู้ซื้อบ้านใหม่ ซึ่งค่าใช้จ่ายหลักๆ ได้แก่
– ค่าจำนอง 1% ของวงเงินกู้
– ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้
– ค่าประเมินราคาอยู่ที่ ประมาณ 3,000 บาท
– ค่าประกันอัคคีภัยอยู่ที่ประมาณ 0.35% ของราคาสิ่งปลูกสร้าง
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายจะเยอะหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับวงเงินที่เราต้องการขอกู้หรือวงเงินที่ได้รับการอนุมัติ ตัวอย่างเช่น ได้รับวงเงินกู้อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท ค่าจำนองจะอยู่ที่ 10,000 บาท ค่าอากรแสตมป์ 500 บาท และค่าประเมิน 3,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีค่าประกันอัคคีภัย ซึ่งค่าเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับทุนประกัน มูลค่าทรัพย์สิน ระยะเวลาคุ้มครอง เป็นต้น เช่น สมมติว่าบ้านที่ใช้ในการขอกู้มีมูลค่าสิ่งปลูกสร้างอยู่ที่ 700,000 บาท หากทำทุนประกันเท่ากับมูลค่าทรัพย์สิน และเลือกความคุ้มครอง 1 ปี ค่าเบี้ยประกันจะอยู่ที่ประมาณ 2,450 บาท ดังนั้น รวมๆ แล้วค่าใช้จ่ายในการขอกู้เงินในครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 15,950 บาท
Affordability Calculator Banner

คุ้มหรือไม่ที่จะเอาบ้านไปกู้เงิน

อันดับแรกให้ลองเปรียบเทียบดอกเบี้ยกับค่าใช้จ่าย เพราะถึงแม้การเอาบ้านไปกู้เงินจะเสียดอกเบี้ยที่ถูกกว่าสินเชื่อบุคคลประเภทอื่นๆ แต่ต้องไม่ลืมว่าการกู้เงินประเภทนี้มีค่าใช้จ่าย ซึ่งต่างจากสินเชื่อบุคคลโดยทั่วไปที่มักจะไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นหรือฟรีค่าใช้จ่าย ดังนั้น จึงควรเปรียบเทียบดอกเบี้ยและค่าใช้จ่าย หากเราเลือกใช้สินเชื่อบุคคลประเภทอื่น เช่น สินเชื่อที่ใช้รถเป็นหลักประกัน สินเชื่อบุคคลที่ไม่ต้องมีหลักประกัน เป็นต้น ตัวอย่างเช่น
ต้องการกู้เงิน 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยของการนำบ้านไปกู้เงินอยู่ที่ MRR-0.5% ต่อปี ซึ่งเท่ากับ 6.62% ต่อปี สมมติผ่อนเดือนละ 9,400 บาท ใน 1 ปี ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 64,000 บาท โดยจากตัวอย่างเดิมเมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 79,950 บาท (64,000+15,950)
หากเราลองเปรียบเทียบกับสินเชื่อบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน สมมติว่าได้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 17% ต่อปี โดยให้ค่าผ่อนเท่ากันที่ 9,400 บาท ใน 1 ปี ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 173,000 บาท
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ดอกเบี้ยของการนำบ้านไปกู้เงิน เมื่อรวมค่าใช้จ่ายแล้วก็ยังต่ำกว่าการกู้เงินแบบสินเชื่อบุคคลที่ ไม่มีหลักประกัน
นอกจากการเปรียบเทียบดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายแล้วควรดูระยะเวลาในการผ่อนที่เราต้องการด้วย โดยหากต้องการผ่อนยาว เช่น 30 ปี 15 ปี เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน การเลือกนำบ้านไปกู้เงินก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกันโดยทั่วไปมักให้ระยะเวลาในการผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 5 ปี หรือ 60 เดือน ซึ่งคุณสามารถคำนวณระยะเวลาในการผ่อนบ้านได้ ผ่านเครื่องมือคำนวณสินเชื่อเพื่ออยู่อาศัย
Group Of Businesspeople Hiding Face Behind Question Mark Sign;Outdoor

อีกประเด็นหนึ่งที่เราควรนึกถึงก็คือ จำนวนเงินที่ต้องการขอกู้ ควรเป็นเท่าไหร่

โดยสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกันมักจะให้วงเงินไม่สูงเท่ากับการนำบ้านไปกู้เงิน เช่น กำหนดวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาท แต่หากเราต้องการกู้เงินเป็นจำนวนเงินที่มากกว่า เช่น 2 ล้านบาท การเลือกนำบ้านที่มีมูลค่าสูงมาเป็นหลักประกันในการกู้เงินก็มีโอกาสที่จะได้วงเงินสูงตามที่เราต้องการได้
สุดท้ายแล้วหากเราตัดสินใจนำบ้านไปกู้เงิน ต้องไม่ลืมว่า “บ้าน” เป็นทรัพย์สินที่มีความสำคัญอย่างมาก ดังนั้น เราควรมีวินัยในการชำระหนี้คืนธนาคาร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับบ้านของเรา
บทความที่คุณอาจสนใจ

หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการซื้อบ้าน คู่มือซื้อขาย สามารถเป็นตัวช่วยตอบได้ทุกคำถาม และที่สำคัญอย่าลืมอ่านรีวิวโครงการบ้าน-คอนโดฯ ก่อนตัดสินใจซื้อ

เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย นารีรัตน์ กำเลิศทอง, AFPTTM K-Expert ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษาวางแผนเพิ่มเติม สามารถปรึกษากับ K-Expert ธนาคารกสิกรไทย ได้ที่ K-Expert@kasikornbank.com
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น DDproperty by PropertyGuru ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท ออลพร็อพเพอร์ตี้ มีเดีย จำกัด ไม่สามารถรับรองหรือรับประกันเกี่ยวกับข้อมูล รวมทั้งไม่สามารถรับรองหรือรับประกันใด ๆ เกี่ยวกับความเหมาะสม สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะใด ๆ ของข้อมูล ตามขอบเขตสูงสุดที่กฎหมายอนุญาต แม้ว่าเราได้พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ให้ไว้ในบทความนี้ถูกต้อง เชื่อถือได้ และครบถ้วน ณ เวลาที่เขียน แต่ข้อมูลที่ให้ไว้ในบทความนี้ไม่ควรนำไปใช้ในการตัดสินใจทางการเงิน, การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือทางกฎหมายทันที ผู้อ่านไม่ควรใช้ข้อมูลในบทความ แทนคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมซึ่งสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงและสถานการณ์ส่วนตัวของคุณได้ ทั้งนี้ เราไม่สามารถรับผิดชอบใด ๆ หากคุณเลือกที่จะนำข้อมูลไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจ