รีไฟแนนซ์...ตัวช่วยลดภาระผ่อนบ้าน

DDproperty Editorial Team
รีไฟแนนซ์...ตัวช่วยลดภาระผ่อนบ้าน

“ก่อนรีไฟแนนซ์ ควรพิจารณาดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้การรีไฟแนนซ์คุ้มค่ามากที่สุด”

หลายคนที่กำลังผ่อนบ้านอยู่ คงมีความฝันอย่างหนึ่งคือ อยากจะปิดหนี้ให้หมดไวๆ ซึ่งเมื่อผ่อนบ้านมาสักระยะหนึ่ง ก็มักคิดถึงการ “รีไฟแนนซ์บ้าน” หรือย้ายสถาบันการเงินที่ขอสินเชื่อ เพื่อให้ภาระดอกเบี้ยลดลง (อยากรีไฟแนนซ์บ้านทำอย่างไร) เนื่องจากในช่วงแรกของการรีไฟแนนซ์ ธนาคารมักมีโปรโมชันอัตราดอกเบี้ยถูก อย่างไรก็ตาม การรีไฟแนนซ์ ก็มีเรื่องที่ผู้กู้บ้านต้องพิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน ซึ่งรายละเอียดเป็นอย่างไร K-expert ธนาคารกสิกรไทยมีข้อมูลมาฝาก

ข้อดีที่สำคัญของการรีไฟแนนซ์ คือ “อัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง”

การรีไฟแนนซ์ มีข้อดีที่สำคัญคือ “อัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง” โดยทั่วไปคนเรามักมองหาสถาบันการเงินแห่งใหม่เพื่อทำการรีไฟแนนซ์เมื่อผ่อนบ้านไปแล้วประมาณ 3 ปี ดังนั้น หากมียอดหนี้คงเหลือ 1 ล้านบาท ปัจจุบันเสียอัตราดอกเบี้ยที่ 7.12% ต่อปี ขณะที่สถาบันการเงินแห่งใหม่เสนออัตราดอกเบี้ยช่วง 3 ปีแรก เท่ากับ 3.45% ต่อปี คิดเป็นส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 3.67% ต่อปี หากยอดผ่อนเท่าเดิม เดือนละ 6,100 บาท จะสามารถประหยัดดอกเบี้ยในช่วง 3 ปี ได้ถึง 115,469 บาท (คิดแบบลดต้นลดดอก)
ทั้งนี้ เมื่อรีไฟแนนซ์ จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น โดยต้องนำมาเปรียบเทียบกับจำนวนดอกเบี้ยที่สามารถประหยัดได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายจากการรีไฟแนนซ์ สามารถแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้
– ค่าใช้จ่ายให้กับกรมที่ดิน ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการจดจำนอง 1% และค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้
– ค่าใช้จ่ายให้กับสถาบันการเงินใหม่ ได้แก่ ค่าประเมินมูลค่าหลักประกัน ประมาณ 3,000 บาท และค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย หากกรมธรรม์เดิมยังมีความคุ้มครอง ผู้กู้สามารถแจ้งโอนผลประโยชน์จากสถาบันการเงินเดิม เพื่อยกผลประโยชน์ให้สถาบันการเงินแห่งใหม่ได้
home5
นอกจากนี้ การรีไฟแนนซ์ในช่วง 3 ปีแรกของการผ่อนบ้าน มักมีค่าปรับเกิดขึ้นประมาณ 2-3% ของยอดหนี้ สมมติยอดหนี้ 1 ล้านบาท จะมีค่าปรับประมาณ 20,000-30,000 บาท ดังนั้น ก่อนรีไฟแนนซ์ ควรตรวจสอบหรืออ่านสัญญาให้ดีว่า สามารถรีไฟแนนซ์ได้เมื่อไรเพื่อไม่มีค่าปรับตามมา
ดังนั้น หากมียอดหนี้คงเหลือ 1 ล้านบาท จะมีค่าใช้จ่ายจากการรีไฟแนนซ์เป็นค่าจดจำนอง ค่าอากรแสตมป์ และค่าประเมินมูลค่าหลักประกัน เท่ากับ 13,500 บาท (สมมติไม่มีค่าปรับจากการรีไฟแนนซ์) เมื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ประมาณ 115,469 บาท ก็คุ้มที่จะรีไฟแนนซ์
อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ ยอดหนี้และระยะเวลาผ่อนชำระที่เหลือ โดยหากยอดหนี้คงเหลือไม่มากนัก หรือระยะเวลาผ่อนชำระเหลือไม่กี่ปี ซึ่งอาจมีเงินก้อน เช่น เงินโบนัส มาปิดหนี้ก่อนกำหนด ก็ไม่จำเป็นต้องรีไฟแนนซ์
บทความที่แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม
การรีไฟแนนซ์จะคุ้มค่าหรือไม่นั้น ควรเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ผลประโยชน์ที่ได้รับ และเงื่อนไขข้อจำกัด โดยหากติดเงื่อนไขการไถ่ถอนหลักประกันก่อนกำหนด ทำให้ต้องเสียค่าปรับเพิ่ม 2-3% อาจรอให้พ้นระยะเวลาที่มีค่าปรับจากการรีไฟแนนซ์ก่อนกำหนดไปก่อน เพื่อช่วยให้การรีไฟแนนซ์ได้รับประโยชน์มากขึ้น

ไขทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการซื้อบ้าน ด้วย คู่มือซื้อขาย ที่สามารถเป็นตัวช่วยตอบได้ทุกคำถาม พร้อมบอกรายละเอียดการคำนวณสินเชื่อบ้าน และอ่านรีวิวโครงการแบบเจาะลึก เพื่อให้คุณตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย นิชฌานี ฉันทศาสตร์ CFP® K-Expert ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษาวางแผนเพิ่มเติม สามารถปรึกษากับ K-Expert ธนาคารกสิกรไทย ได้ที่ K-Expert@kasikornbank.com