เจ้าของที่ดินกับเจ้าของบ้านเป็นคนละคน บ้านเป็นของใคร 8 เรื่องต้องรู้

กิตติคม พจนี
เจ้าของที่ดินกับเจ้าของบ้านเป็นคนละคน บ้านเป็นของใคร 8 เรื่องต้องรู้
เจ้าของที่ดินกับเจ้าของบ้านเป็นคนละคน ชื่อไม่ตรงกัน อาจนำไปสู่ปัญหาที่สร้างความปวดหัวให้ในภายหลังได้
ปัญหาเจ้าของที่ดินกับเจ้าของบ้านเป็นคนละคนนี้ เกิดขึ้นได้ในหลายกรณี แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือ กรณีที่บ้านถูกสร้างบนที่ดินที่ได้รับสืบทอดเป็นมรดก หรือการไปสร้างบ้านบนที่ดินของผู้อื่น เช่น ที่ดินของพ่อตา แม่ยาย หรือญาติพี่น้อง ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีในตอนแรก แต่ภายหลังอาจเกิดความขัดแย้งกัน
รวมประกาศขายโครงการใหม่ในกรุงเทพฯ
แล้วจะจัดการกับปัญหาดังกล่าวอย่างไร บทความนี้จะเจาะลึกถึงประเด็น "เจ้าของที่ดินกับเจ้าของบ้านเป็นคนละคน" เข้าใจถึงสิทธิ์และผลกระทบทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับปัญหา
อ่านหัวข้อที่คุณสนใจ

เจ้าของที่ดินกับเจ้าของบ้านเป็นคนละคนได้ไหม

ได้ในบางกรณี โดยต้องพิจารณาว่าบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นส่วนควบของที่ดินหรือเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย
โดยหลัก หากบ้านเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ติดตรึงกับที่ดินอย่างถาวร บ้านอาจถือเป็นส่วนควบของที่ดิน และเจ้าของที่ดินย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบนั้นตามหลักกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 กำหนดข้อยกเว้นสำหรับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างที่ผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธินั้นปลูกสร้างไว้ จึงเป็นไปได้ในบางกรณีที่เจ้าของบ้านและเจ้าของที่ดินจะเป็นคนละคนกัน
การพิจารณาว่าบ้านเป็นของใครจึงต้องดูทั้งสิทธิในที่ดิน ที่มาของการปลูกสร้าง ข้อตกลงระหว่างคู่กรณี และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

มีชื่อเป็นเจ้าบ้านในทะเบียนบ้าน เท่ากับเป็นเจ้าของบ้านหรือไม่

ไม่จำเป็น คำว่า “เจ้าบ้าน” ในทะเบียนราษฎรเป็นสถานะเกี่ยวกับการทะเบียนบ้าน โดยเจ้าบ้านอาจเป็นเจ้าของ ผู้เช่า หรือบุคคลที่ครอบครองบ้านในฐานะอื่นก็ได้
ดังนั้น การมีชื่อเป็นเจ้าบ้านหรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านจึงไม่ใช่หลักฐานที่ทำให้สรุปได้เพียงอย่างเดียวว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้าน
หากต้องการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ ควรพิจารณาเอกสารสิทธิในที่ดิน ที่มาของการปลูกสร้าง สัญญาหรือข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้ที่ดิน และหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องประกอบกัน
เจ้าบ้านกับเจ้าของบ้านต่างกันอย่างไร

เจ้าบ้านกับเจ้าของบ้านต่างกันอย่างไร

ใช้อะไรตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของบ้าน

หากเจ้าของบ้านและเจ้าของที่ดินอาจเป็นคนละคน ไม่ควรพิจารณาจากเอกสารเพียงรายการเดียว แต่ควรตรวจสอบหลักฐานหลายส่วนประกอบกัน เช่น
  • โฉนดหรือเอกสารสิทธิในที่ดิน
  • สัญญาเช่าหรือข้อตกลงให้ใช้ที่ดิน
  • เอกสารหรือข้อตกลงเกี่ยวกับการปลูกสร้างบ้าน
  • หลักฐานการก่อสร้างและค่าใช้จ่าย
  • ใบอนุญาตก่อสร้างหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • สัญญาซื้อขาย ให้ หรือโอนบ้านและที่ดินที่เคยทำไว้
ทะเบียนบ้านหรือใบอนุญาตก่อสร้างสามารถเป็นข้อมูลประกอบได้ แต่ไม่ควรใช้เอกสารเหล่านี้เพียงอย่างเดียวเพื่อตัดสินว่าใครมีกรรมสิทธิ์ในบ้าน
หากมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริง เอกสาร และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

เจ้าของที่ดินกับเจ้าของบ้านเป็นคนละคน 3 กรณีที่ควรรู้

กรณีหลักที่ควรพิจารณา
เจ้าของที่ดินสร้างบ้านเองบนที่ดินของตนโดยทั่วไปบ้านที่ติดตรึงถาวรเป็นส่วนควบของที่ดิน เจ้าของที่ดินจึงมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบ
บุคคลอื่นสร้างบ้านบนที่ดินโดยมีสิทธิใช้ที่ดินอาจเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 146 ต้องตรวจสอบที่มาของสิทธิและข้อตกลง
บุคคลอื่นสร้างบ้านโดยไม่มีสิทธิหรือมีข้อพิพาทกับเจ้าของที่ดินไม่สามารถสรุปกรรมสิทธิ์จากผู้ที่ออกเงินสร้างหรือผู้ที่อาศัยอยู่เพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น หากชื่อเจ้าของบ้านและเจ้าของที่ดินไม่ตรงกัน ควรตรวจสอบก่อนว่าผู้สร้างบ้านมีสิทธิใช้ที่ดินจากอะไร และมีข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างไว้อย่างไร

เช่าที่ดินแล้วสร้างบ้าน บ้านเป็นของใคร

หากผู้เช่ามีสิทธิใช้ที่ดินตามสัญญาและใช้สิทธินั้นปลูกสร้างบ้านหรืออาคารบนที่ดินของผู้ให้เช่า สิ่งปลูกสร้างอาจเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 และไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินเพียงเพราะตั้งอยู่บนที่ดินนั้น
อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบสัญญาเช่าหรือข้อตกลงระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้สร้างด้วย เช่น มีการกำหนดหรือไม่ว่าเมื่อสัญญาสิ้นสุด บ้านหรือสิ่งปลูกสร้างจะตกเป็นของใคร ต้องรื้อถอนหรือไม่ และใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
ก่อนสร้างบ้านบนที่ดินที่ตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของ จึงควรทำข้อตกลงเรื่องสิทธิในที่ดินและกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

ก่อนซื้อบ้านที่เจ้าของที่ดินกับเจ้าของบ้านเป็นคนละคน ต้องเช็กอะไร

หากพบว่าผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของบ้านไม่ใช่บุคคลเดียวกับเจ้าของที่ดิน ควรตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนวางมัดจำหรือทำสัญญา
1. ตรวจสอบเจ้าของที่ดิน
ตรวจโฉนดหรือเอกสารสิทธิว่าใครเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และมีภาระผูกพันอะไรอยู่หรือไม่
2. ตรวจสอบที่มาของกรรมสิทธิ์ในบ้าน
ขอเอกสารหรือหลักฐานที่แสดงว่าผู้ขายมีสิทธิในสิ่งปลูกสร้างอย่างไร
3. ตรวจสอบสิทธิในการใช้ที่ดิน
หากเจ้าของบ้านไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ต้องดูว่าสิทธิในการปลูกและใช้บ้านบนที่ดินนั้นเกิดจากสัญญาหรือสิทธิใด
4. ตรวจสอบเงื่อนไขของสัญญาเดิม
โดยเฉพาะระยะเวลาของสิทธิ เงื่อนไขเมื่อสิ้นสุดสัญญา และข้อตกลงเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้าง
5. ตรวจสอบว่าการซื้อจะได้สิทธิอะไรบ้าง
ควรระบุให้ชัดว่าราคาซื้อครอบคลุมที่ดิน บ้าน หรือสิทธิอื่นใด และสิทธิเหล่านั้นสามารถโอนให้ผู้ซื้อได้หรือไม่
หากกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินมีความซับซ้อน ควรตรวจเอกสารกับสำนักงานที่ดินและขอคำแนะนำทางกฎหมายก่อนชำระเงินหรือทำสัญญา
เรื่องควรรู้เกี่ยวกับเจ้าบ้าน

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับเจ้าบ้าน

เจ้าของที่ดินกับเจ้าของบ้านเป็นคนละคน ต้องการขายที่ดิน ทำได้ไหม

สามารถขายเฉพาะที่ดินได้ หากผู้ขายมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่บ้านหรือสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่น อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบและระบุให้ชัดเจนว่าการซื้อขายครั้งนั้นรวมสิ่งปลูกสร้างด้วยหรือไม่
กรมที่ดินมีแนวทางสำหรับกรณีที่สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นของบุคคลภายนอก โดยในการจดทะเบียนสามารถระบุว่าเป็นการขายเฉพาะที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างเป็นของบุคคลภายนอกอยู่ก่อนแล้ว หากมีหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างที่น่าเชื่อถือ
ดังนั้น ก่อนขายที่ดินควรตรวจสอบอย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่
1. ใครเป็นเจ้าของบ้านหรือสิ่งปลูกสร้าง และมีหลักฐานอะไรยืนยัน
2. เจ้าของบ้านมีสิทธิใช้ที่ดินจากอะไร เช่น สัญญาเช่าหรือข้อตกลงกับเจ้าของที่ดิน
3. เมื่อเปลี่ยนเจ้าของที่ดินแล้ว สิทธิของเจ้าของบ้านจะเป็นอย่างไร โดยต้องพิจารณาจากประเภทของสิทธิ สัญญา และการจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง
ผู้ซื้อควรได้รับข้อมูลเรื่องกรรมสิทธิ์ในบ้านและสิทธิที่เกี่ยวข้องกับที่ดินอย่างชัดเจนก่อนทำสัญญา เพราะการซื้อเฉพาะที่ดินไม่ได้หมายความว่าจะได้กรรมสิทธิ์ในบ้านของบุคคลอื่นไปด้วยโดยอัตโนมัติ
หากกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินแยกจากกัน ควรนำเอกสารที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินก่อนทำสัญญาหรือจดทะเบียนโอน

เจ้าของที่ดินกับเจ้าของบ้านเป็นคนละคน ปล่อยเช่าที่ดินให้ผู้อื่นได้ไหม

เจ้าของที่ดินมีสิทธิใช้ประโยชน์และทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของตน แต่หากบนที่ดินมีบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่นอยู่ ต้องตรวจสอบสิทธิของเจ้าของบ้านและข้อตกลงเดิมก่อนนำที่ดินไปให้บุคคลอื่นเช่า
ก่อนทำสัญญาเช่า ควรตรวจสอบอย่างน้อย 4 เรื่อง
1. เจ้าของบ้านมีสิทธิใช้ที่ดินในฐานะใด เช่น ผู้เช่า ผู้มีสิทธิเหนือพื้นดิน หรือมีสิทธิตามข้อตกลงอื่น
2. สิทธิดังกล่าวยังมีผลอยู่หรือไม่ และมีระยะเวลาถึงเมื่อใด
3. สัญญาหรือสิทธิเดิมจำกัดการให้บุคคลอื่นใช้หรือเช่าที่ดินหรือไม่
4. พื้นที่ที่จะให้เช่าทับซ้อนหรือกระทบการใช้บ้านของเจ้าของบ้านหรือไม่
หากต้องการให้ผู้เช่ารายใหม่ใช้ทั้งที่ดินและบ้านด้วย เจ้าของที่ดินไม่ควรนำบ้านของบุคคลอื่นออกให้เช่าเสมือนเป็นทรัพย์ของตนโดยไม่มีสิทธิหรือความยินยอมที่เกี่ยวข้อง
เพื่อป้องกันข้อพิพาท สัญญาเช่าควรระบุให้ชัดว่าผู้เช่าได้รับสิทธิใช้เฉพาะที่ดินหรือรวมสิ่งปลูกสร้างใดบ้าง รวมถึงระบุสิทธิของเจ้าของบ้านที่มีอยู่เดิม หากมีสิทธิที่จดทะเบียนไว้ ควรตรวจสอบรายการจดทะเบียนในเอกสารสิทธิก่อนทำสัญญา
เรื่องควรรู้เกี่ยวกับสัญญาเช่าที่ดิน

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับสัญญาเช่าที่ดิน

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น DDproperty by PropertyGuru ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท ออลพร็อพเพอร์ตี้ มีเดีย จำกัด ไม่สามารถรับรองหรือรับประกันเกี่ยวกับข้อมูล รวมทั้งไม่สามารถรับรองหรือรับประกันใด ๆ เกี่ยวกับความเหมาะสม สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะใด ๆ ของข้อมูล ตามขอบเขตสูงสุดที่กฎหมายอนุญาต แม้ว่าเราได้พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ให้ไว้ในบทความนี้ถูกต้อง เชื่อถือได้ และครบถ้วน ณ เวลาที่เขียน แต่ข้อมูลที่ให้ไว้ในบทความนี้ไม่ควรนำไปใช้ในการตัดสินใจทางการเงิน, การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือทางกฎหมายทันที ผู้อ่านไม่ควรใช้ข้อมูลในบทความ แทนคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมซึ่งสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงและสถานการณ์ส่วนตัวของคุณได้ ทั้งนี้ เราไม่สามารถรับผิดชอบใด ๆ หากคุณเลือกที่จะนำข้อมูลไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจ

คำถามยอดนิยม

ได้ในบางกรณี โดยต้องพิจารณาสิทธิในที่ดิน ที่มาของการปลูกสร้าง และข้อยกเว้นตามกฎหมาย

ไม่สามารถสรุปจากผู้ที่ออกเงินสร้างเพียงอย่างเดียว ต้องดูว่าผู้สร้างมีสิทธิในที่ดินหรือไม่ และบ้านเป็นส่วนควบของที่ดินตามกฎหมายหรือเข้าข้อยกเว้น

ไม่จำเป็น สถานะเจ้าบ้านในทะเบียนราษฎรไม่ได้เป็นหลักฐานกรรมสิทธิ์ในตัวบ้านโดยตัวมันเอง

ไม่ควรใช้ใบอนุญาตก่อสร้างเพียงอย่างเดียวเพื่อตัดสินกรรมสิทธิ์ ต้องพิจารณาสิทธิในที่ดินและหลักฐานอื่นประกอบ

ทำได้หากมีสิทธิตามสัญญาและเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยควรกำหนดกรรมสิทธิ์และสิทธิในสิ่งปลูกสร้างไว้ในสัญญาให้ชัดเจน

อาจทำได้ในบางกรณี แต่ต้องตรวจสอบว่าผู้ขายมีกรรมสิทธิ์ในบ้านแยกจากที่ดินจริงหรือไม่ และผู้ซื้อจะมีสิทธิใช้ที่ดินต่อไปในฐานะใด

ไม่เสมอไป แม้หลักส่วนควบจะทำให้เจ้าของที่ดินมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบ แต่กฎหมายมีข้อยกเว้นสำหรับบางกรณี

ควรตรวจเอกสารสิทธิ ที่มาของกรรมสิทธิ์บ้าน สิทธิใช้ที่ดิน และสัญญาที่เกี่ยวข้องให้ครบก่อนวางมัดจำ