4 ปัญหาพาซวย...คิดให้ดี ก่อนให้คนอื่นยืมชื่อซื้อบ้าน

DDproperty Editorial Team
4 ปัญหาพาซวย...คิดให้ดี ก่อนให้คนอื่นยืมชื่อซื้อบ้าน
การมีชื่อเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ฟังดูเผินๆ เหมือนจะดี แต่ถ้าจะให้ดีจริงๆ ต้องเป็นชื่อใน “อสังหาริมทรัพย์ปลอดหนี้” เท่านั้นจึงจะสบายใจได้ ส่วนการเป็นเจ้าของชื่อในอสังหาริมทรัพย์แบบให้คนอื่นยืมชื่อไปกู้แทน ถึงแม้ว่าที่อยู่อาศัยนั้นๆ จะมีเราเป็นเจ้าของชื่อ แต่ก็เป็นในลักษณะ “ลูกหนี้ของแบงก์” มีภาระผูกพันกับหนี้นั้นๆ ยาวนาน ซึ่งจะยาวนานเท่าไรยากจะคาดการณ์ได้ ขึ้นอยู่กับคนที่เราให้ยืมชื่อเขาจะผ่อนแบงก์หมดเมื่อไร

ส่วนเหตุผลที่มีคนมาขอยืมชื่อเรากู้ซื้อที่อยู่อาศัยก็มีหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็น ญาติของคุณพ่อคุณแม่มาขอความช่วยเหลือ พี่น้องกันเอง แฟนของพี่น้องอยากมีบ้าน-คอนโด แต่ขอยื่นกู้ไม่ได้ อาจจะยังติดเครดิตบูโร หรือตัวเองกู้ไม่ได้แล้วอยากไหว้วานให้ญาติพี่น้อง แฟนกู้ให้ หรือทำอาชีพอิสระ แบงก์ปล่อยกู้ยาก โดยหารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้วอาชีพอิสระก็สามารถกู้ผ่านได้เพียงแค่ต้องสร้างเครดิตทางการเงินให้มั่นคงสม่ำเสมอควบคู่ไปกับการ ออมเงิน นอกจากนี้คนไหนมีรายได้เสริมก็เอามาใช้กู้บ้านได้ด้วยนะ
จากสถานการณ์ดังกล่าวพบว่าไม่ใช่น้อยเลยที่มีปัญหาระหว่างการผ่อนชำระ จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังตามมามากมาย ตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ถึงขั้นฟ้องร้อง และจากการสำรวจปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้นจากการให้คนอื่นยืมชื่อไปกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้น ซึ่งในที่นี้ขอใช้คำว่า "ผู้ให้ยืมชื่อกู้" กับ "ผู้ผ่อน" จะได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ส่วนใหญ่จะมีประมาณ 4 ประเด็นหลักๆ ดังนี้
ประเด็นแรก "ผู้ให้ยืมชื่อกู้" ยึดกรรมสิทธิ์บ้าน-คอนโดนั้นไว้เอง

กรณีนี้เป็นกรณีคลาสสิคที่เกิดขึ้นเป็นอันดับต้นๆ แม้จะเป็นญาติสนิท พี่น้อง แฟน หรือผู้ที่ไว้ใจกันมากๆ ก็เคยเกิดกรณีเช่นนี้มาก่อนแล้ว โดยในตอนที่ "ผู้ผ่อน" ขอให้ "ผู้ให้ยืมชื่อกู้" กู้บ้าน-คอนโดให้ ก็ตกลงกันด้วยดี และด้วยความไว้ใจ ส่วนใหญ่เป็นการตกลงกันปากเปล่า ไม่ได้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อถึงเวลาที่ "ผู้ผ่อน" พร้อมที่จะยื่นกู้ได้เองแล้ว อยากจะรีไฟแนนซ์ (ทำอย่างไรเมื่อคิดจะรีไฟแนนซ์? คำตอบอยู่ที่นี่หมดแล้ว) หรือผ่อนหมดแล้ว เตรียมโอนกรรมสิทธิ์จากที่จดจำนองไว้กับแบงก์มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง ปรากฎว่า "ผู้ให้ยืมชื่อกู้" ไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ให้ โดยเฉพาะกรณีที่ผ่อนหมดแล้ว อสังหาริมทรัพย์นั้นกลายเป็นอสังหาริมทรัพย์ปลอดหนี้ ยิ่งทำให้ "ผู้ให้ยืมชื่อกู้" ได้เปรียบ

ท้ายที่สุด ก็ต้องฟ้องร้องเพื่อแสดงสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้น แม้จะมีโอกาสชนะหากมีหลักฐานการผ่อนชำระด้วยตัวเองพร้อม แต่ก็ยุ่งยาก และเสียเวลา

หมายเหตุ : หากจำเป็นต้องยืมชื่อคนอื่นกู้ ควรทำเอกสารตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในเรื่องเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ และควรผ่อนชำระตรงกับแบงก์ด้วยตัวเอง เพื่อให้มีหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็น ใบ pay-in เงินเข้าบัญชี หรือการหักผ่านบัญชี ควรตกลงกับแบงก์ว่าสามารถเป็นชื่อบัญชีของ "ผู้ผ่อน" ได้หรือไม่ หรือการโอนผ่านโมบายแบงก์กิ้งต่างๆ ก็ต้องเก็บหลักฐานไว้อย่างดี ควรแคปเจอร์หน้าจอแยกไว้ต่างหาก หากมีปัญหา ยังสามารถนำหลักฐานเหล่านี้มายืนยันได้
ประเด็นสอง "ผู้ผ่อน" กลายเป็น "ผู้ถูกฟ้องขับไล่"

กรณีนี้ส่วนใหญ่จะต่อเนื่องจากประเด็นแรก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดก็ย่อมได้ ถ้าระหว่างผ่อนแล้ว “ผู้ผ่อน” มีปัญหากับ "ผู้ให้ยืมชื่อกู้" มีความโกรธแค้นและต้องการยึดกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยนั้น ก็อาจแจ้งความข้อหาบุกรุกได้ ซึ่งกรณีนี้หาก “ผู้ผ่อน” มีหลักฐานการผ่อนที่อยู่อาศัยนั้นๆ และหลักฐานการอยู่อาศัยในบ้านหลังนั้น เช่น บิลค่าซื้อเฟอร์นิเจอร์ บิลค่าตกแต่งบ้าน บิลค่าน้ำ บิลไฟ ฯลฯ เหล่านี้หากเป็นชื่อของ “ผู้ผ่อน” เองจะทำให้ “ผู้ผ่อน” มีโอกาสที่จะชนะได้ แต่อย่างที่กล่าวแล้วว่า ก็มีความยุ่งยากและใช้เวลาพอสมควร

ขณะที่กรณีที่ “ผู้ผ่อน” อาจจะถูกให้ออกจากบ้าน-คอนโดนั้นๆ แล้วด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ในระหว่างที่ดำเนินการฟ้องร้อง และ “ผู้ผ่อน” ยังต้องการสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยนั้น แนะนำให้ผ่อนต่อ ห้ามหยุดผ่อน เพราะถ้าหยุดผ่อน จะมีผลให้ “ผู้ให้ยืมชื่อกู้" นำมาอ้างได้ว่าการผ่อนที่ผ่านมาเป็นเพียงค่าเช่าที่ผู้ผ่อนต้องจ่าย และหลังจากนั้นผู้ผ่อนก็ได้หยุดผ่อนเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เป็นต้น
ประเด็นสาม "ผู้ผ่อน" ผ่อนไม่ไหว แต่ยอมออกจากบ้านด้วยดี

กรณีนี้ “ผู้ผ่อน” อาจจะยอมรับกับ “ผู้ให้ยืมชื่อกู้" ตรงๆ ว่าไม่สามารถผ่อนต่อได้แล้ว อาจจะด้วยสภาพเศรษฐกิจ หรือตกงาน หรือมีภาระเพิ่ม ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องหารือว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป “ผู้ผ่อน” จะให้ “ผู้ให้ยืมชื่อกู้" ผ่อนต่อ และไม่ติดใจกับเงินที่ผ่อนไปแล้วหรืออย่างไร หรือต้องการให้ “ผู้ให้ยืมชื่อกู้" รับซื้อต่อด้วยการจ่ายเงินส่วนที่ผ่อนไปแล้ว ซึ่งหากท้ายที่สุด ผ่อนต่อกันไม่ไหวทั้งสองฝ่าย ก็ต้องตัดสินใจประกาศขาย

แม้ว่ากรณีนี้จะถือเป็นการจบลงด้วยดี แต่ “ผู้ให้ยืมชื่อกู้" ก็ต้องรับภาระอันหนักอึ้งไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็น เลือกข้อเสนอในการผ่อนต่อ เพราะจะไม่ผ่อนต่อก็ไม่ได้ หากไม่ผ่อนต่อ ก็จะกลายเป็นติดบัญชีดำ หนี้เสีย ติดเครดิตบูโร (อย่าเพิ่งตกใจ!! เช็คให้ดีก่อนว่าที่คุณกู้ไม่ผ่านเป็นเพราะติดเครดิตบูโรจริงหรือเปล่า แต่ถ้าเกิดติดขึ้นมาจริงๆ ก็มี วิธีแก้ให้สามารถกู้บ้านได้ทั้งๆ ที่คุณติดบูโรนี่แหละ) ไปกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเองได้ยาก หรือการขายต่อ เพราะหากยังไม่สามารถขายต่อได้ในเวลาอันรวดเร็ว “ผู้ให้ยืมชื่อกู้" ก็ต้องรับภาระต่างๆ เหล่านี้ไป ซึ่งอาจจะรวมไปถึง ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง ซ่อมแซ่มที่อยู่อาศัยนั้นๆ ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมขายต่อด้วย
ประเด็นสี่ "ผู้ผ่อน" ไม่ผ่อนต่อ และไม่ยอมออกจากบ้าน
นี่ถือเป็นสุดยอดของปัญหาจากกรณีให้ยืมชื่อกู้ที่อยู่อาศัย เพราะ “ผู้ให้ยืมชื่อกู้" ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งรอบด้าน รวมถึง อาจต้องเสียเวลาและเสียเงินเสียทองในการฟ้องร้องด้วย โดยส่วนใหญ่ประเด็นนี้จะเกิดจากการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่าง “ผู้ผ่อน” กับ “ผู้ให้ยืมชื่อกู้" หรืออาจจะเกิดจากการที่ “ผู้ผ่อน” ผ่อนต่อเองไม่ไหว และไม่มีที่อยู่อาศัยอื่นให้ไปอยู่ จึงเลือกที่จะอยู่ต่อ

“ผู้ให้ยืมชื่อกู้" จะหยุดผ่อนแล้วรอให้แบงก์ยึด ให้แบงก์ขับไล่ “ผู้ผ่อน” ซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยเองก็ทำได้ยาก เพราะถ้าหยุดผ่อนก็เท่ากับว่า ตัวเองจะติดบัญชีดำหนี้เสียเสียเอง หรือถ้า “ผู้ให้ยืมชื่อกู้" จะแก้ปัญหาด้วยการ “ติดป้ายประกาศขาย” ที่อยู่อาศัยนั้น ก็ทำได้ยาก เพราะ “ผู้ผ่อน” ยังอยู่อาศัยอยู่ ใครจะซื้อบ้านที่ยังมีผู้อยู่อาศัยและไม่เต็มใจที่จะเปิดบ้านให้เข้าไปชม
ทั้งนี้ “ผู้ให้ยืมชื่อกู้" ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ ด้วยการแจ้งตัดน้ำ ตัดไฟในบ้าน-คอนโดหลังนั้นได้ หาก “ผู้ผ่อน” ยังจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟอยู่ ต้องมีการฟ้องร้อง และได้รับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่รัฐให้เป็นผู้ดำเนินการ
รวมถึง หาก “ผู้ให้ยืมชื่อกู้" จะใช้วิธีรุนแรง เช่น ตัดกุญแจบ้าน หรือเปลี่ยนกุญแจบ้าน จะมีความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องข้อหาบุกรุกได้ ซึ่งในการฟ้องร้อง “ผู้ผ่อน” มีโอกาสที่จะนำหลักฐานการผ่อนที่ผ่านมา และหลักฐานการจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ เพื่อแสดงว่าตนก็เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยนั้นๆ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างสารพัดปัญหาที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับการที่ไม่ใช้ชื่อตัวเองในการกู้ ซึ่งความเสี่ยงมีทั้งฝั่ง “ผู้ผ่อน” เอง และ “ผู้ให้ยืมชื่อกู้” ที่ทั้งสองฝ่ายควรเรียนรู้ก่อนตัดสินใจ
จากเนื้อหาในบทความดังกล่าวสามารถสรุปสั้นๆ ให้เข้าใจง่าย ในส่วนของข้อเสียของแต่ละฝ่ายที่ต้องพบเจอ ทั้ง “ผู้ให้ยืมชื่อกู้” และ “ผู้ผ่อน” เป็นตารางได้ดังนี้
2016-09-23_10-14-56
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น DDproperty by PropertyGuru ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท ออลพร็อพเพอร์ตี้ มีเดีย จำกัด ไม่สามารถรับรองหรือรับประกันเกี่ยวกับข้อมูล รวมทั้งไม่สามารถรับรองหรือรับประกันใด ๆ เกี่ยวกับความเหมาะสม สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะใด ๆ ของข้อมูล ตามขอบเขตสูงสุดที่กฎหมายอนุญาต แม้ว่าเราได้พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ให้ไว้ในบทความนี้ถูกต้อง เชื่อถือได้ และครบถ้วน ณ เวลาที่เขียน แต่ข้อมูลที่ให้ไว้ในบทความนี้ไม่ควรนำไปใช้ในการตัดสินใจทางการเงิน, การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือทางกฎหมายทันที ผู้อ่านไม่ควรใช้ข้อมูลในบทความ แทนคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมซึ่งสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงและสถานการณ์ส่วนตัวของคุณได้ ทั้งนี้ เราไม่สามารถรับผิดชอบใด ๆ หากคุณเลือกที่จะนำข้อมูลไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจ