ประวัติความเป็นมาของย่าน

ย่าน ‘แจ้งวัฒนะ’ อยู่บนถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นถนนสายหนึ่งในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เขตหลักสี่ และเขตบางเขน กรุงเทพฯ โดยถนนสายนี้แบ่งเป็น 3 ช่วง คือ 1.ช่วงท่าเรือปากเกร็ด-ทางแยกปากเกร็ด 2.ช่วงทางแยกปากเกร็ด-คลองประปา และ 3.คลองประปา-ช่วงอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ (แยกหลักสี่) ซึ่งช่วงที่ถือว่าบูมที่สุดและจัดว่าเป็นพื้นที่ไข่แดงของถนนแจ้งวัฒนะ คือ ช่วงทางแยกปากเกร็ด-คลองประปา

ก่อนที่จะเจาะลึกถึงพื้นที่ใจกลางย่านแจ้งวัฒนะ ขอเริ่มวิเคราะห์พื้นที่แต่ละช่วงของถนนสายนี้ก่อน ช่วงที่ 1 ท่าเรือปากเกร็ด-ทางแยกปากเกร็ด อยู่ในความควบคุมของเทศบาลนครปากเกร็ด มีสะพานพระราม 4 เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเชื่อมระหว่างถนนชัยพฤกษ์กับถนนแจ้งวัฒนะ

ถัดมาช่วงที่ 2 ทางแยกปากเกร็ด-สี่แยกคลองประปา เริ่มต้นจากทางแยกปากเกร็ด ถือเป็นหลักกิโลเมตรที่ 0 ของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304 ไปทางทิศตะวันออก ผ่านถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ด ศูนย์การประชุมเมืองทองธานี ทางแยกเมืองทอง 3 ทางแยกต่างระดับทางพิเศษอุดรรัถยา (ปากเกร็ด-บางปะอิน) ข้ามคลองประปาผ่านเข้าสู่ท้องที่เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ จึงมีการเรียกถนนช่วงนี้ว่า “ถนนแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด”

ส่วนช่วงที่ 3 สี่แยกคลองประปา-อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เริ่มจากสี่แยกคลองประปา หรือแยกแจ้งวัฒนะ-ประชาชื่น ผ่านศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร เข้าสู่พื้นที่แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ ตัดกับถนนวิภาวดีรังสิต (ทางแยกหลักสี่) ข้ามคลองถนน ผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร สิ้นสุดที่วงเวียนหลักสี่ หรืออนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญในพื้นที่แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน ซึ่งต่อจากนี้จะเชื่อมต่อไปยังถนนรามอินทรา

ในอดีตก่อนปี พ.ศ. 2500 ภาพรวมย่านแจ้งวัฒนะตั้งแต่ช่วงที่ 1 จนถึง ช่วงที่ 3 ถือเป็นย่านชานเมืองที่ยังมีความเป็นชุมชนน้อยมาก เพราะไม่ได้มีแหล่งที่เป็นศูนย์กลางที่จะดึงคนให้เข้ามา จนเมื่อปี พ.ศ.  2516 กลุ่มบางกอกแลนด์เริ่มมีแนวคิดในการพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ให้เป็น “เมืองขนาดย่อม” ที่มีความพร้อมทั้งที่อยู่อาศัย แหล่งงาน แหล่งช้อปปิ้ง และเริ่มกว้านซื้อที่ดินแปลงใหญ่ย่านปากเกร็ด (จังหวัดนนทบุรี) เพื่อพัฒนาเป็นโครงการเมืองทองธานี นับเป็นจุดเริ่มต้นของการบูมพื้นที่ไข่แดงย่านแจ้งวัฒนะ ช่วงทางแยกปากเกร็ด-สี่แยกคลองประปา

กลุ่มบางกอกแลนด์ เริ่มปลุกปั้นหมู่บ้านจัดสรรและโครงการอาคารชุดขนาดใหญ่ที่มีจำนวนหลายอาคารในพื้นที่ใกล้เคียงกัน พร้อมกับก่อสร้างโฮมออฟฟิศ อาคารพาณิชย์ตรงบริเวณใกล้ทางเข้าออกถนนหลักฝั่งปากเกร็ด ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่จะสร้างเมืองขนาดย่อม ต่อจากนั้น ในปี พ.ศ. 2539 ได้สร้างอิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี เป็นสนามกีฬาในร่มที่มีความจุมากที่สุดในประเทศไทย รองรับการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยใช้เป็นสนามสำหรับแข่งขันกีฬาในร่ม เช่น มวยสากลสมัครเล่น และยิมนาสติก

แต่หลังจากนั้น ด้วยหลายปัจจัย ทั้งทำเลที่ตั้งที่ในเวลานั้นถือว่าใกล้จากจุดศูนย์กลางของเมืองกรุงเทพฯ จำนวนซัพพลายที่อยู่อาศัย บ้านและคอนโดฯ ที่สร้างขึ้นในปริมาณที่สูงกว่าดีมานด์อย่างมาก และพิษเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี พ.ศ. 2540 ทำให้เมืองขนาดย่อมอย่างเมืองทองธานี เจอวิกฤติหนัก คนที่ซื้อบ้าน คอนโดฯ โฮมออฟฟิศ และอาคารพาณิชย์ไปแล้ว ไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ได้ หรือรับโอนฯ แล้ว ผ่อนต่อไม่ไหว ทิ้งร้าง ถูกสถาบันการเงินยึดไป

ขณะที่กลุ่มบางกอกแลนด์ ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของทำเลนี้ และยังคงพัฒนาที่ดินในโครงการเมืองทองธานีต่อเนื่อง โดยเริ่มพัฒนาศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี รองรับงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ทุกรูปแบบ รวมถึง เป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ต กิจกรรมเพื่อการบันเทิง การประชุมอื่น ๆ ประกอบกับในพื้นที่อาณาจักรของโครงการเมืองทองธานีเริ่มมีหน่วยงานราชการ เช่น มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยศิลปากร City Campus สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม สถานกีฬาเมืองทองธานี (ธันเดอร์โดม) สนามเอสซีจี สเตเดี้ยม การกีฬาแห่งประเทศไทย ฯลฯ ที่ดึงดูดคนเข้ามาและทำให้ย่านนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีผู้ให้บริการรถตู้ รถสาธารณะเข้าถึง การเดินทางสะดวกมากขึ้น

เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เมืองฝั่งถนนสายหลักแจ้งวัฒนะเจริญเติบโต มีผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียมเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นชุมชนอยู่อาศัยขนาดใหญ่ ก็ทำให้พื้นที่บริเวณนี้เริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง ตึกร้าง เริ่มกลับมามีผู้สนใจเช่า หรือซื้อต่อ เช่นเดียวกับห้องชุด บ้านร้างในหมู่บ้านจัดสรภายในโครงการ ก็ถูกนำมาปัดฝุ่นขายใหม่ในราคาเริ่มต้น 4-5 แสนบาท ก็สามารถระบายสต๊อกห้องชุดทิ้งร้างไปได้ไม่น้อย

ตั้งแต่ช่วงเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจนถึงช่วงก่อนเกิดโครงการศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ พื้นที่บริเวณย่านแจ้งวัฒนะ ย่านเมืองทองธานี เริ่มมีสัญญาณการเติบโตที่ดี เพราะรับอิทธิพลมาจากพื้นที่ใกล้เคียง อีกทั้งการที่ภาครัฐประกาศก่อสร้างโครงการศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ที่รวมหน่วยงานราชการต่าง ๆ ไว้ในที่เดียวกันมากถึง 29 หน่วยงาน ก็ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับย่านแจ้งวัฒนะแห่งนี้

กลุ่มทุนเริ่มกว้านซื้อที่ดิน ตั้งอาคารสำนักงานในพื้นที่ใกล้เคียงศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ตลาดหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียมคึกคักมาก ดึงให้กลุ่มเซ็นทรัลปักธงศูนย์การค้าแห่งใหม่ เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ ในปี พ.ศ. 2551 ก่อนที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ จะเปิดในปี พ.ศ.2552 เพียง 1 ปีเท่านั้น

เช่นเดียวกับกลุ่มบางกอกแลนด์ที่พัฒนาพื้นที่บริเวณเมืองทองธานีอย่างต่อเนื่อง ทั้งขยายพื้นที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม ก่อสร้างโรงแรมขนาดใหญ่รองรับกลุ่มประชุมสัมมนา สร้างแหล่งช้อปปิ้งแบบศูนย์การค้าขนาดย่อม ๆ รองรับทั้งกลุ่มคนที่มาประชุมสัมมนา คนอยู่อาศัยในเมืองทองธานี และคนในพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมตัดขายที่ดินที่มีอยู่ให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ๆ เข้ามาพัฒนาโครงการหมู่บ้านจัดสรรแห่งใหม่ เปิดโครงการคอนโดมิเนียมตึกใหม่ ๆ ดึงคนอยู่อาศัยรายใหม่ ๆ เข้าสู่พื้นที่แห่งนี้

ย่านแจ้งวัฒนะในปัจจุบัน

ปัจจุบันย่านแจ้งวัฒนะเป็นหนึ่งในย่านฮอตแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ-นนทบุรี โดยพื้นที่ช่วงทางแยกปากเกร็ด-สี่แยกคลองประปา ที่มีทั้งศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมด้วยชุมชนขนาดใหญ่ในเมืองทองธานี เป็นพิกัดที่บูมที่สุด และมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องได้อีก

จนอาจกล่าวได้ว่าทั้งพื้นที่รอบศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ รอบศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และพื้นที่ในโครงการเมืองทองธานี กลายเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทั้งในแง่ความเป็นย่านแหล่งงานขนาดใหญ่ ย่านเชิงพาณิชย์ และย่านอยู่อาศัย

ขณะที่ปัจจัยเรื่องรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ที่มีจุดจอดสถานีตั้งอยู่บนถนนแจ้งวัฒนะหลายสถานีและผ่านในหลายพื้นที่ของถนนสายนี้ ก็ดึงให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายรายเข้ามาปักธงเปิดตลาดคอนโดมิเนียม

จากเดิมที่ตลาดคอนโดมิเนียมย่านแจ้งวัฒนะจะกระจุกตัวเฉพาะในโครงการเมืองทองธานี แต่ก็ไม่ใช่ทุกโครงการคอนโดมิเนียมบนถนนแจ้งวัฒนะที่ประสบความสำเร็จ เพราะคอนโดมิเนียมที่เปิดขายในราคาสูง ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีจากคนย่านนี้ จนต้องยกเลิกโครงการและคืนเงิน เพราะตราบใดที่ยังไม่มีรถไฟฟ้า คนย่านนี้ก็ยังเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวและรถสาธารณะเป็นหลัก ซึ่งนั่นหมายถึงคนกลุ่มนี้ยังมีทางเลือกในการหาที่อยู่อาศัยแนวราบ หรือคอนโดมิเนียมราคาไม่แพงได้อยู่

อนาคตของย่านแจ้งวัฒนะ

โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี จะเป็นโครงการที่มีบทบาทกับถนนแจ้งวัฒนะอย่างมาก โดยภาครัฐเร่งผลักดันให้เปิดบริการภายในปี พ.ศ. 2564 โดยตามแผนพัฒนาจะเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (monorail) มีจุดต้นทางเชื่อมกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี (และในอนาคตจะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล แคราย-ลำสาลี ที่สถานนี้ด้วย) วิ่งไปทางติวานนท์ เข้าถนนแจ้งวัฒนะ ผ่านศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต ที่ทางแยกหลักสี่ และเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ที่สถานีวงเวียนหลักสี่

จากนั้นแนวเส้นทางจะวิ่งไปตามถนนรามอินทรา ผ่านทางพิเศษฉลองรัชบริเวณแยกวัชรพล จนถึงทางแยกเมืองมีนแล้ววิ่งเข้าสู่เขตมีนบุรี ตามแนวถนนสีหบุรานุกิจ จนถึงสะพานข้ามคลองสามวา ก็จะเลี้ยวขวาข้ามคลองแสนแสบ และข้ามถนนรามคำแหง (สุขาภิบาล 3) มาสิ้นสุดสถานีปลายทางที่บริเวณใกล้แยกรามคำแหง-ร่มเกล้า ซึ่งเป็นสถานีที่เชื่อมต่อกับสายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี

chaengwattana road แจ้งวัฒนะ

Get the Guru View

ตลอดแนวถนนแจ้งวัฒนะเวลานี้ แม้ว่าจะยังไม่มีรถไฟฟ้า แต่ทุกพื้นที่ล้วนถูกจับจองพัฒนาเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ ทั้งอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และโครงการที่อยู่อาศัยในแบบคอนโดมิเนียมจนเกือบเต็มพื้นที่ ซึ่งต้องจับตาดูว่าความพยายามในการผลักดันให้เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู แยกวิ่งเข้าสู่พื้นที่เมืองทองธานีจะสำเร็จหรือไม่ ตามแผนพัฒนาปกติแล้ว จะมีเพียงสถานีเมืองทองธานีที่อยู่บริเวณริมถนนสายหลัก แจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด ซึ่งหากสำเร็จ มีความเป็นไปได้สูงว่า การเกิดขึ้นของโครงการใหม่ ๆ จะเข้าไปยังพื้นที่ในเมืองทองธานีมากขึ้น

 

เจาะลึกทุกทำเลในกรุงเทพฯ ที่น่าสนใจ และหากคุณกำลังค้นหาบ้าน-คอนโดฯ ที่ใช่ สามารถเลือกชมรีวิวโครงการใหม่ ก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน คอนโดฯ ทาวน์เฮ้าส์ ที่ตรงกับความต้องการของคุณ