บรรดานักวิเคราะห์ยังคงมั่นใจเศรษฐกิจโลกจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากเหตุการณ์ “Shutdown” ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบ 17 ปี
นายโทโมะ คิโนชิตะ หัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์ของโนมุระ โฮลดิ้งส์ ในกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น กล่าวว่าการปิดตัวของหน่วยงานราชการในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 1 สัปดาห์จะส่งผลกระทบต่อจีดีพีของประเทศเพียง 0.1% เท่านั้น
ด้านนายริชาร์ด เจอร์แรม หัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกลางสิงคโปร์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การหยุดให้บริการของหน่วยงานภาครัฐในครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าจากเอเชียมากนัก
ในขณะที่นายชอยฮีนัม ผู้อำนวยการแห่งกระทรวงการคลังของเกาหลีใต้มองว่าการ Shutdown ในครั้งนี้จะส่งผลให้นักลงทุนมีความระมัดระวังตัวมากขึ้น
หลังจากที่วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้โหวตลงมติคัดค้านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวของสภาผู้แทนราษฎร ที่จะให้มีการเลื่อนบังคับใช้กฎหมาย โอบามาแคร์ ซึ่งแต่เดิมจะเริ่มต้นบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคมออกไปอีก 1 ปี ส่งผลให้หน่วยงานรัฐบาลบางส่วนหยุดงานอัตโนมัติ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นในเอเชียร่วงระนาว เนื่องจากยังไม่มี ข้อสรุปในการแจกจ่ายงบประมาณไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ออกมาทำให้ผู้ร่างกฎหมายบางคนออกมาแสดงความกังวลว่าการ Shutdown ในครั้งนี้อาจจะนำไปสู่การเพิ่มเพดานหนี้ของประเทศได้
“หากปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ภายใน 2-3 วัน คาดว่าคงไม่มีผลกระทบมากนัก แต่ก็มีแนวโน้มว่าเรื่องดังกล่าวไม่น่าจะจบลงง่ายๆ และจะไปสู่การเพิ่มเพดานหนี้ของประเทศได้เช่นกัน” นายโรเบิร์ต ไพร์เออร์-แวนเดสฟอร์ด นักเศรษฐศาสตร์ ของเครดิต สวิส กรุ๊ป เอจี ประจำประเทศสิงคโปร์กล่าว
โดยนายโรเบิร์ตได้ตั้งข้อสังเกตว่าหากการ Shutdown ยืดเยื้อนานเป็นเดือนอาจจะทำให้จีดีพีของสหรัฐฯ ในไตรมาส 4 ลดลงราว 1-2% และส่งผลต่อดีมานด์จากนักลงทุนในเอเชีย โดยเฉพาะจากสิงคโปร์ ไต้หวัน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีรายได้หลักจากการส่งออก และการส่งออกส่วนใหญ่ก็ไปสู่สหรัฐอเมริกานั่นเอง
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) คาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทยนั้นแทบจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากสินค้าหลักของไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ อยู่ในกลุ่มสินค้าคงทน เช่น อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า การปิดทำการเพียงชั่วคราวไม่น่าจะกระทบต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าดังกล่าว
ภาพ: Reuters
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กาญจนา พาหา บรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kanchana@ddproperty.com
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ