ซีบีอาร์อีเผยราคาคอนโดฯ ในย่านใจกลางกรุงเทพฯ มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยราคาขายคอนโดฯ ในย่านสุขุมวิทเปิดตัวล่าสุดสูงกว่าตารางเมตรละ 250,000 บาท ในขณะที่การแข่งขันของตลาดในโซนมิดทาวน์และชานเมืองทวีความรุนแรงมากขึ้น
จากรายงานสถานการณ์ตลาดคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพฯ ล่าสุดโดยบริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ซีบีอาร์อี ประเทศไทย พบว่าปัจจุบันตลาดคอนโดฯ ในกรุงเทพฯ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอย่างเห็นได้ชัดระหว่างตลาดในทำเลดาวน์ทาวน์ หรือย่านใจกลางเมืองตั้งแต่ลุมพินี-ราชดำริ-สยาม-ชิดลม-เพลินจิต-อโศก กับทำเลโซนมิดทาวน์ (หรือรอบนอกเขตศูนย์กลางธุรกิจ) และชานเมือง โดยตลาดในโซนดาวน์ทาวน์นั้น แม้จำนวนโครงการที่เกิดขึ้นใหม่จะมีน้อยแต่เป็นโครงการที่มีราคาขายสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ตลาดในย่านมิดทาวน์และชานเมืองจะเป็นโครงการที่เจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดแมสด้วยห้องขนาด 1 ห้องนอนเสียเป็นส่วนใหญ่
ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ตัวเลขของคอนโดฯ สร้างเสร็จทั้งในทำเลดาวน์ทาวน์และมิดทาวน์ของกรุงเทพฯ มีจำนวนเกือบ 10,000 ยูนิต โดยในจำนวนนี้ เพียง 20% เท่านั้นที่เป็นห้องชุดในทำเลใจกลางเมือง
โครงการมาร์ค สุขุมวิท 39 เป็นคอนโดมิเนียมในระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่เพียงโครงการเดียวที่เปิดตัวในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยราคาขายสูงกว่า 250,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นราคาที่สูงที่สุดของคอนโดฯ ในย่านสุขุมวิท ทำลายสถิติเดิมที่โครงการ เดอะ เทอร์ตี้ไนน์ บาย แสนสิริทำไว้ในช่วงของการเปิดตัวเมื่อปลายปี 2555
ในส่วนของผู้ซื้อนั้น ราว 80% เป็นลูกค้าชาวไทย ในขณะที่สัดส่วนผู้ซื้อชาวต่างชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ซื้อชาวเอเชียจากฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน
รายงานดังกล่าวยังระบุอีกว่า “ตลาดที่เราค่อนข้างมีความกังวล ได้แก่ คอนโดมิเนียมในทำเลมิดทาวน์และชานเมือง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกโรงเตือนบรรดาธนาคารพาณิชย์ให้เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อกับลูกค้าในกลุ่มนี้แม้จะยังไม่ถึงกับประกาศลด LTV (ที่ทำให้ลูกค้าต้องจ่ายเงินดาวน์เพิ่มขึ้น) ก็ตาม อย่างไรก็ดี ธปท.มีแนวโน้มที่จะพิจารณาสัดส่วนเงินกู้ต่อรายได้มากขึ้นและได้เข้ามาตรวจสอบการพิจารณาให้เงินกู้อสังหาริมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ อย่างเคร่งครัด”
ทั้งนี้ เป็นที่คาดการณ์ว่าจำนวนคอนโดฯ สร้างเสร็จในตลาดมิดทาวน์และชานเมืองจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากภายใน 2 ปีนับจากนี้ ในขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการเองก็จะต้องแข่งกับบรรดานักเก็งกำไรที่จะพยายามนำยูนิตปล่อยขายก่อนที่โครงการจะแล้วเสร็จ
ซีบีอาร์อียังได้คาดการณ์อีกว่าในช่วง 12 เดือนนับจากนี้ ตลาดดังกล่าวจะเป็นที่น่าจับตามอง เนื่องจากมีปัจจัยที่ท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณสินค้าใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาด ระดับหนี้ของผู้บริโภค ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของของสถาบันการเงิน ค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เป็นต้น
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กาญจนา พาหา บรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kanchana@ddproperty.com
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ