พลัสฯแนะวิธีรับมือแผ่นดินไหว-อาฟเตอร์ช๊อก

7 พ.ค. 2557

พลัสฯ  แนะผู้บริหารอาคารเตรียมพร้อมรับมือจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในรอบ 1,000 ปี พร้อมเตรียมเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกภายใน 3-5 วัน ยันดินในกรุงเทพฯ ต่างจากที่ญี่ปุ่น สามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่า
 
นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่าหลังจากเกิดแผ่นดินไหว 6.3 ริกเตอร์ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ อ.พาน  จ.เชียงรายเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา  ขณะนี้ ภาครัฐได้ออกมาเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังและรับมือกับอาฟเตอร์ช็อคจากเหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวภายใน 3-5 วันจากนี้  โดยผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว จากคณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าแผ่นดินไหวในครั้งนี้เป็นการเกิดแผ่นดินไหวขนาดปานกลางค่อนข้างสูง แต่ถือได้ว่าเป็นการเกิดแผ่นดินไหวในภาคเหนือของไทยที่รุนแรงที่สุดในรอบ 1,000 ปี อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก เนื่องจากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องต่างพากันเฝ้าระวังและให้การดูแลอย่างเต็มที่ 
 
ในส่วนของบริษัทเองในฐานะผู้บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย และเพื่อการพาณิชย์ได้จัดส่งทีมพิเศษเข้าไปทำการตรวจสอบโครงสร้างของอาคารต่างๆ ที่ดูแลและบริหารจัดการ โดยในเบื้องต้นไม่พบความเสียหายในส่วนของโครงสร้างของทุกอาคาร 
 
นอกจากนี้ บริษัทยังได้เตรียมทีมงานทางด้านบริหารทรัพยากรอาคารและฝ่ายวิศวกรรมไว้เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินแก่ผู้ประกอบการ  ผู้อาศัยอยู่ในอาคารสูงทั้งอาคารพาณิชย์ และโครงการคอนโดมิเนียมต่างๆ ตลอดจนเฝ้าระวังเหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นพิเศษ  
 
“สำหรับผู้อาศัยอยู่ในคอนโดฯ บ้านเดี่ยว และทาวน์เฮ้าส์ต่างๆ เราได้จัดส่งวิธีปฏิบัติเมื่อเกิดแผ่นดินไหวให้กับลูกบ้านเพื่อเป็นข้อมูลอีกทางหนึ่ง” นายภูมิศักดิ์กล่าว 
 
ทั้งนี้ ผู้บริหารของพลัสฯ ยังได้แนะนำเทคนิคในการเพิ่มระดับความต้านทานแผ่นดินไหวของอาคารสูงซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศคือการพอกเสาให้ใหญ่และดามด้วยเหล็ก หรือการเสริมด้วยกำแพงคอนกรีต รวมทั้งการเสริมแผ่นโพลีเมอร์เสริมเส้นใยคาร์บอนที่จะทำให้เสาอาคารสูงสามารถโยกตัวรับแผ่นดินไหวได้เพิ่มขึ้นประมาณ 3 – 4 เท่า
 
“ที่สำคัญคือการซักซ้อมแผนปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวโดยสม่ำเสมอเพื่อเตรียมพรัอมรับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยทั่วไปอาคารจะต้องตรวจสอบความปลอดภัย 4 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. การตรวจความมั่นคงแข็งแรง โครงสร้าง ผนัง รากฐาน  2.การตรวจระบบประกอบอาคารและระบบสิ่งอำนวยความสะดวก ไฟฟ้า ประปา  แอร์บันไดเลื่อน ลิฟต์ เป็นต้น  3.การตรวจสอบสมรรถนะของระบบเตือนไฟ ระบบดับเพลิง และทางหนีไฟ และ 4.การตรวจแผนฉุกเฉิน และแผนซ้อมหนีไฟ และที่สำคัญควรมีที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอาคารเพื่อทำการตรวจสอบอย่างถูกต้องตามเกณฑ์ที่กำหนด"

อย่างไรก็ดี สำหรับอาคารสูงที่สร้างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 เป็นต้นมาถือเป็นอาคารที่มีความปลอดภัยและรับมือการแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้ดีระดับหนึ่ง เนื่องจากมีกฎกระทรวงควบคุมเรื่องการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว 2550 ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร 2522 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 ให้สามารถรองรับแผ่นดินไหวที่มีความแรงมากกว่า 6 ริกเตอร์ขึ้นไป  
 
สำหรับในบางพื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่รับรู้แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เชียงรายนี้ เป็นเพราะชนิดของดินในเขตกรุงเทพฯ เป็นดินอ่อนมาก ทำให้ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในระยะไกลได้ เช่น อาจจะทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในตึกสูงในกรุงเทพฯ รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบ้างเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ดินชนิดนี้ไม่ใช่ดินประเภทเดียวกับประเทศญี่ปุ่นจึงมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนได้ในระดับดีกว่า
 
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กาญจนา พาหา บรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kanchana@ddproperty.com   


 
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่  
 
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ  
 
 
เขียนความเห็น