หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อวานนี้ (7 พ.ค. 57) อันเนื่องมาจากกรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก่อนหน้านี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยอย่างไร โดยเฉพาะในมุมมองของต่างชาติ DDproperty.com ได้สอบถามความคิดเห็นไปยังคนอสังหาฯ ต่างชาติที่คลุกคลีอยู่กับวงการที่อยู่อาศัยไทย
นายไทรมั่น ลัญจน์ดี ประธานกรรมการ บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประเทศไทย กล่าวว่าในช่วงที่ผ่านมาตลาดอสังหาฯ ไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองมาสักระยะแล้ว โดยส่วนตัวจึงไม่คิดว่าการถอดถอนนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้จะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อบรรยากาศการซื้อขายในปัจจุบัน
“จริงๆ แล้ว ตลาดอสังหาฯ ของไทยในตอนนี้ รอเพียงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองจะคลี่คลาย แต่ถึงแม้ปัจจัยทุกอย่างจะเริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ตลาดก็จะไม่ฟื้นตัวจนกว่าผู้ซื้อและผู้ขายจะมีความมั่นใจพอที่จะกลับมาซื้อ-ขายกันอีกครั้ง”
ด้านนายเดวิด สมิธ จากบริษัทตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ ไลฟ์สไตล์ พร็อพเพอร์ตี้ ไทยแลนด์ มองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบเพียงระยะสั้นๆ ต่อตลาดที่อยู่อาศัยของไทย
“ผมคาดว่าผู้ซื้อต่างชาติจะชะลอการตัดสินใจออกไปจนกว่าประเทศไทยจะได้นายกฯ คนใหม่ แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าจับตาอีกอย่างคือเรื่องของค่าเงินบาท เศรษฐกิจที่หยุดชะงักแม้จะเป็นช่วงสั้นๆ อาจจะส่งผลเสียต่อค่าของเงินบาท”
อย่างไรก็ดี นายสมิธมองว่าแม้ตลาดจะมีการชะลอตัวแต่ตนไม่คิดว่าราคาของอสังหาฯ จะปรับตัวลดลงแต่อย่างใด เนื่องจากเจ้าของอสังหาฯ ในเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องเร่งขายทรัพย์สินของตนนั่นเอง
“สิ่งที่เราอาจจะได้เห็นก็คือผู้ขายอาจจะเปลี่ยนจากการขายไปเป็นปล่อยเช่าแทน”
ในขณะที่นายเคส คุชเปอร์ส เจ้าของบริษัท ทาวน์ แอนด์ คันทรี ซึ่งเป็นตัวแทนอสังหาฯ ในพัทยา กลับมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะส่งผลกระทบทันทีต่อตลาดภายในประเทศ โดยผู้ซื้อ-นักลงทุนจะชะลอการตัดสินใจจนกว่าสถานการณ์จะมีความชัดเจนมากกว่านี้
“แต่สำหรับตลาดต่างประเทศแล้ว ผมไม่คิดว่าจะมีผลกระทบสักเท่าใดเพราะปัญหาทางการเมืองของไทยเกิดขึ้นมาได้สักระยะแล้ว จนทำให้ผู้ซื้อและนักลงทุนต่างชาติมองว่าไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป”
นายคุชเปอร์กล่าวต่ออีกว่าโดยภาพรวมแล้ว ตลาดที่อยู่อาศัยในภาคตะวันออก โดยเฉพาะโซนอีสเทิร์น ซีบอร์ดจะชะลอตัวไปจนถึงช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ หรืออย่างช้าก็ยาวไปจนถึงไตรมาส 2 ของปีหน้า แต่การชะลอตัวในครั้งนี้ถือว่าเป็นการชะลอตัวที่ให้ผลบวก เนื่องจากจะช่วยให้ตลาดรีเซลหรือตลาดบ้านมือสองกลับมามีความคึกคักมากขึ้นนั่นเอง
ภาพ via World Economic Forum on flickr
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กาญจนา พาหา บรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kanchana@ddproperty.com
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
ซาวิลส์เปิดสำนักงานใหม่ในแดนอิเหนา
DDproperty Show เปิดฉากแล้ววันนี้
ส.อสังหาฯภูเก็ตเตรียมเปิดประมูลบ้าน-ที่ดินทั่วเกาะครั้งแรก
DDproperty Show เปิดฉากแล้ววันนี้
ส.อสังหาฯภูเก็ตเตรียมเปิดประมูลบ้าน-ที่ดินทั่วเกาะครั้งแรก
