ยุคสมัยนี้คงมีคุณพ่อคุณเเม่หลายคู่ต้องรับมือกับการที่ลูกน้อยของคุณตกอยู่ในบทบาทของคนที่ถูกแกล้งอยู่ไม่น้อย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าคงจะทำให้เกิดความกังวลแล้วรู้สึกไม่สบายใจพอสมควร ในขณะเดียวกันลูกน้อยของบางท่านก็เป็นฝ่ายกระทำการแกล้งเด็กรายอื่น กรณีนี้ยิ่งเพิ่มความหนักใจเข้าไปอีก เพราะทำให้หลายท่านไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เมือลูกกลายเป็น “หัวโจกชอบเเกล้งเพื่อน”
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ก่อนอื่นอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจและลงโทษลูก เพราะการลงโทษอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด อีกทั้งเด็กแต่ละคนย่อมมีเหตุผลของเขา ซึ่งสาเหตุในการแกล้งเพื่อนในแต่ละครั้งอาจจะไม่ได้เกิดมาจากความคึกคะนองเพียงอย่างเดียว อาจมีปัจจัยอื่น เช่น เล่นกันแล้วกระทบกระทั่งกัน หรือ อีกฝ่ายสร้างความไม่พอใจให้อีกฝ่าย ก็เป็นได้ ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำ ก็คือ การรับฟังเหตุผล โดยมีรายละเอียดในการจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นดังนี้
พูดคุยเปิดอก = การรับฟังอย่างไม่ตัดสิน
สิ่งเเรกที่คุณพ่อคุณเเม่ต้องทำ คือให้ลูกเล่าในสิ่งที่เกิดขึ้น (เเละถ้าเป็นไปได้รับฟังเด็กอีกฝ่ายในสิ่งที่เกิดขึ้น) โดยยังไม่ต้องเเสดงความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น เพราะในมุมมองของเด็กเเต่ละคนนั้นต่างกัน อีกฝ่ายอาจจะคิดว่าเล่น อีกฝ่ายอาจจะคิดว่าเเกล้ง ทั้งที่ความจริงอาจจะเป็นเเค่อุบัติเหตุ
เเต่หลังจากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมด ทั้งการกระทำเเละคำพูดใดๆ ที่ลูกเราเเสดงออกไปนั้น ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจของอีกฝ่าย คุณพ่อคุณเเม่ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า ผลของการกระทำจะเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนบ้าง เช่น เวลาที่ลูกพูดถึงปมด้อยเพื่อน เช่น หน้าผากกว้าง หรือผิวดำ มันคือลักษณะที่เเตกต่างกันของคนทุกคน ไม่มีใครเกิดมาเหมือนกันก็ตาม เเต่การที่ลูกพูดเเบบนั้น จะทำให้เพื่อนเสียใจ ร้องไห้ เเละไม่อยากเล่นกับลูก หรือเวลาที่ลูกเเกล้งดึงเสื้อเพื่อน อาจจะทำให้เพื่อนสะดุดล้มลง ปากเเตก หัวเเตก เพื่อนเจ็บตัวได้ เป็นต้น
จากนั้นอธิบายเรื่องการเเกล้งกัน ว่าไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม เด็กที่เเกล้งเพื่อนในโรงเรียนจะโดนคุณครูลงโทษ เมื่อโตขึ้นมาการเเกล้งเเรงขึ้นอาจจะทำให้อีกฝ่ายเข้ามาทำร้ายตัวเองได้ หรือเมื่อไปทำในสังคม อาจจะทำให้ผิดกฎหมาย โดนลงโทษเข้าคุกได้ ซึ่งคุณพ่อคุณเเม่ควรอธิบายไปตามอายุของลูก เนื่องจากเด็กเเต่ละวัยเข้าใจตรรกะได้ไม่เท่ากัน หากบอกถึงขอบเขตของการเล่น เเละอะไรบ้างที่เรียกว่าการเเกล้ง ให้ลูกฟังบ่อยๆ การบอกย้ำๆ กับลูก หรือมีตัวอย่างให้ลูกดูจากในข่าว ในการ์ตูน หรือในนิทาน ลูกจะเห็นภาพมากขึ้น เเละเข้าใจมากขึ้น
ขอความช่วยเหลือจากเเหล่งอื่น
หากลูกเข้าโรงเรียนเเล้ว การปรึกษาคุณครูที่รับมือกับเด็กมาอย่างยาวนานนั้นช่วยได้ หรือลองปรึกษากับนักจิตวิทยาเด็กเเละวัยรุ่นดู ว่าเกิดเหตุการณ์เเบบนี้ ทั้งลูก ทั้งคุณพ่อคุณเเม่ ควรจะปรับเปลี่ยนอะไรอย่างไร หรือคุณพ่อคุณเเม่ช่วยอะไรลูกได้บ้าง หรือควรช่วยอะไรลูกต่อไปบ้าง
ข้อควรระวัง
การเปิดรับข้อมูลเเละความคิดเห็นของลูก ยังไม่ควรเป็นการตัดสินทั้งการกระทำหรือคำพูด หรือเเม้เเต่การตัดสินใจของลูก เพราะหากคุณพ่อคุณเเม่รีบตัดสิน รีบวิจารณ์ รีบลงความเห็น ลูกจะรู้สึกว่าเขาไม่ปลอดภัยที่จะเล่าให้คุณพ่อคุณเเม่ฟัง เเละเหตุการณ์อาจจะยิ่งหนักมากขึ้นได้
ที่มา stomp out bullying
สามารถอ่านรีวิวโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมได้ที่นี่
ขอบคุณบทความจากเว็บไซต์ theAsianparent.com เว็บไซต์ให้คำแนะนำด้านการเลี้ยงลูกอันดับ 1 ในประเทศไทย