5 เทคนิคสอนลูกให้รู้คุณค่าของเงิน

9 ก.พ. 2560

“พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักการออมและรู้จักการใช้เงินตั้งแต่ลูกยังเล็ก เพื่ออนาคตที่สดใสของลูกๆ เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่” 

การสอนให้เด็กรู้จักคุณค่าของเงิน และรู้จักใช้เงิน เป็นการสอนที่คุ้มค่า เพราะเป็นการปูรากฐานที่สำคัญเพื่อนำไปสู่ชีวิตที่มั่นคงในอนาคต ไม่ว่าฐานะการเงินของครอบครัวจะเป็นอย่างไร พ่อแม่หรือผู้ปกครองควรเป็นแบบอย่างแก่เด็กในการเก็บออม และการใช้เงิน รวมถึงควรปลูกฝังเรื่องการเงินให้แก่เด็กตั้งแต่อายุยังน้อย โดย K-Expert มีแนวทางการสอนลูกให้รู้คุณค่าของเงินมาฝาก ดังนี้

1. ให้ลูกรับผิดชอบการใช้เงินด้วยตัวเอง
สามารถสอนให้ลูกบริหารรายรับด้วยตนเอง โดยให้เงินลูกใช้จ่ายเป็นรายสัปดาห์ หรือรายเดือน เพื่อให้ลูกรู้จักประเมินว่าควรใช้จ่ายอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ให้เงินลูกเป็นรายสัปดาห์ สัปดาห์ละ 100 บาท นั่นหมายความว่า เฉลี่ยแล้วไม่ควรใช้เกินวันละ 20 บาท พ่อแม่อาจแนะนำลูกว่า หากวันใดใช้เกิน 20 บาท ก็ควรลดค่าใช้จ่ายของวันถัดไป ซึ่งวิธีเช่นนี้จะช่วยให้ลูกสามารถบริหารเงินรายรับได้เพียงพอตลอดทั้งสัปดาห์

2. พาลูกไปซื้อของด้วย
การพาลูกไปซื้อของด้วย พ่อแม่สามารถสอนให้ลูกรู้จักเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนซื้อ เช่น ซื้อสินค้ายกโหลช่วยให้ประหยัดเงินได้มากกว่าซื้อทีละชิ้น หรือซื้อสินค้าโดยรู้จักพิจารณาคุณภาพและราคาควบคู่กัน เพราะหากเป็นของถูก แต่คุณภาพไม่ดี ทนทานน้อย ใช้ได้ไม่นาน ทำให้ต้องเสียเงินซื้อบ่อย แบบนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้ประหยัดเงินเท่าไร และอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมสอน ก็คือ ความแตกต่างของคำสองคำ “ความต้องการ” และ “ความจำเป็น” เพราะเด็กมักแยกแยะสองสิ่งนี้ได้ยาก โดยมองว่าสิ่งที่เขาต้องการเป็นสิ่งที่จำเป็นทุกครั้ง ซึ่งพ่อแม่ควรชี้แจงให้ลูกเข้าใจว่าสิ่งของที่จะซื้อนั้น เป็นสิ่งจำเป็น หรืออยากได้

3. รางวัลมิใช่สิ่งของเสมอไป
การแสดงความชื่นชมลูก ไม่จำเป็นต้องให้เป็นของขวัญราคาแพงเสมอไป รวมทั้ง ไม่ควรให้รางวัลเป็นสิ่งของบ่อยครั้งจนเกินไป รางวัลสำหรับลูกอาจเป็นคำชมเชย หรือการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ทำอาหารรับประทานร่วมกัน หรือไปท่องเที่ยวด้วยกัน ซึ่งเป็นการสร้างความรักและความผูกพันให้เกิดขึ้นในครอบครัว ในขณะที่การให้รางวัลเป็นวัตถุสิ่งของราคาแพง หรือให้บ่อยครั้งเกินไป อาจเป็นการบ่มเพาะให้ลูกยึดติดกับการบริโภควัตถุสิ่งของก็ได้

4. อยากได้…ให้เก็บออม
เวลาที่ลูกอยากได้สิ่งของใดๆ หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงของผู้เป็นพ่อแม่ พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะตามใจลูก ซื้อของให้ลูกตามที่ลูกต้องการ ซึ่งการตามใจลูกเช่นนี้อาจส่งผลเสียในระยะยาวได้ ดังนั้น หากลูกต้องการสิ่งของใดๆ แล้ว พ่อแม่อาจใช้หลักจ่ายคนละครึ่งกับลูก เพื่อฝึกให้ลูกรู้จักเก็บออม สมมุติ สิ่งของที่ลูกอยากได้ 100 บาท พ่อแม่ก็อาจกำหนดว่าเก็บเงินได้ถึง 50 บาทเมื่อไร จะซื้อของชิ้นนั้นให้ วิธีนี้จะทำให้ลูกได้เรียนรู้ว่าหากต้องการได้สิ่งของใดๆ แล้ว มิใช่ร้องขอจากพ่อแม่ได้ทั้งหมด แต่ต้องรู้จักเก็บออมเงินด้วยตัวเอง และการที่พ่อแม่ช่วยออกอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง จะทำให้ลูกรู้สึกมีกำลังในการเก็บออม เพราะไม่ต้องเก็บออมเงินทั้งหมดเพียงผู้เดียว

5. รู้จักเก็บ ต้องรู้จักให้
นอกจากสอนลูกให้รู้จักเก็บออมเงินแล้ว ผู้เป็นพ่อแม่ต้องสอนให้ลูกเป็นผู้รู้จักให้ รู้จักแบ่งปันด้วย เช่น แบ่งเงินส่วนหนึ่งไปทำบุญบริจาค หรือเก็บออมเงินส่วนหนึ่งสำหรับซื้อของขวัญให้ญาติผู้ใหญ่ในเทศกาลต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นการปลูกฝังการเป็นผู้ให้ที่ดี และสอนให้เด็กรู้ว่าเงินของเขานั้น นอกจากจะสามารถสร้างความสุขให้ตนเองแล้ว ยังสามารถเผื่อแผ่ไปยังบุคคลอื่น หรือคนที่เขารักได้อีกด้วย

การสอนให้ลูกรู้จักการออมและรู้จักการใช้เงินตั้งแต่ลูกยังเล็กเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งวิธีการสอนลูกดังกล่าวข้างต้นอาจปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกครอบครัวจะต้องชี้ให้ลูกเห็นก็คือคุณประโยชน์ที่ได้จากการออมและการเลือกใช้เงินอย่างชาญฉลาด รวมทั้งพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกซึ่งจะทำให้ลูกตระหนักถึงคุณค่าของเงินและรู้จักเก็บออมเงิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะติดตัวเด็กไปจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต

อัพเดท ข่าวอสังหาริมทรัพย์ สดใหม่ทุกวัน พร้อมส่งตรงถึงอีเมล์ของคุณฟรี สมัครได้ที่นี่ หรือหากคุณกำลังมองหาบ้านคอนโด ก็สามารถเลือกชม โครงการใหม่ พร้อม รีวิวโครงการคอนโดใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคาได้เช่นกัน

เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย นิชฌานี ฉันทศาสตร์ CFP® K-Expert ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษาวางแผนเพิ่มเติม สามารถปรึกษากับ K-Expert ธนาคารกสิกรไทย ได้ที่ K-Expert@kasikornbank.com

เขียนความเห็น

ข่าว-บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ

ประกันสังคมลูกจ้างเจ็บ-ป่วยจริงที่ทำงานเพิ่มค่ารักษาขั้นสูง 1 ลบ.

  แชร์วนไป! ที่ประชุม ครม.(วานนี้) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่ารั

อ่านต่อ8 ก.พ. 2560