“ความมั่งคั่งทางการเงินสร้างได้ไม่ยาก จากการสร้างวินัยในการออมและมองหาการลงทุนที่เพิ่มผลตอบแทน โดยหากทำได้ ผลที่ได้รับนั้นแสนคุ้มค่า”
หากถามถึงเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคน เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องการความมั่งคั่งร่ำรวย เพราะเมื่อมีเงินมากเพียงพอ จะช่วยให้ดำรงชีวิตได้อย่างสุขสบาย แต่กว่าจะได้มาซึ่งความมั่งคั่งทางการเงิน ก็มีอุปสรรคมากมาย หรือเรียกว่า “หลุมพรางสกัดความมั่งคั่ง” โดยสิ่งสำคัญคือ การไม่หลงเข้าไปติดอยู่ในหลุมพรางเหล่านี้ ซึ่งมีอะไรบ้าง แล้วจะหลีกเลี่ยงแก้ไขอย่างไร K-Expert ธนาคารกสิกรไทย มีคำแนะนำ
1. ใช้จ่ายมากกว่าที่หาได้
ถือว่าเป็นหลุมพรางที่น่ากลัวที่สุด คนที่ไม่รู้จักควบคุมตัวเอง ใช้จ่ายมากเกินกว่ารายได้ที่มีอยู่นั้นเป็นเพราะลัทธิบริโภคนิยมที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว ยิ่งในปัจจุบันมีโฆษณามากมายกระตุ้นให้คนเราอยากซื้อสินค้าต่างๆ โดยพยายามให้คนคิดน้อยที่สุด แต่จะใช้ความรู้สึกอยากได้มากที่สุดในการตัดสินใจซื้อสินค้า รวมถึงความต้องการมีหน้ามีตาในสังคม ตัวอย่างเช่น เห็นเพื่อนบ้านเปลี่ยนรถคันใหม่ก็รู้สึกว่าอยากเปลี่ยนรถคันใหม่ด้วย บางคนถึงกับดิ้นรนกู้หนี้ยืมสินมาซื้อรถคันใหม่ ซึ่งความสุขจากการซื้อรถคันใหม่เป็นความสุขชั่วคราวที่ไม่ยั่งยืน แต่เป็นความทุกข์ระยะยาวเมื่อต้องผ่อนชำระหนี้
วิธีการหลุดพ้นจากลัทธิบริโภคนิยม ต้องแก้ที่ต้นเหตุคือ การมีสติไม่ตกอยู่ในอิทธิพลของความอยาก เตือนตนเองอยู่ตลอดเวลาให้มีความรู้จักประมาณตนในการบริโภค และมีความพอใจในสิ่งที่ตนเองมี
2. ใช้ก่อนออมจนไม่เหลือเก็บออม
หลายคนที่ประสบปัญหาไม่มีเงินเก็บออม เป็นเพราะขอใช้เงินก่อนไว้ค่อยออมวันหลัง ซึ่งเมื่อใช้หมดจึงไม่มีเหลือเก็บ หรือหลายคนมักอ้างว่ายุ่งจนไม่มีเวลาเก็บออม เงินเดือนน้อยจะเก็บออมได้อย่างไร แค่กินยังไม่พอ หรือแม้กระทั่งบางคนวางแผนออมเงินเป็นอย่างดี แต่กลับไม่มีวินัย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมายทางการเงิน
สิ่งสำคัญคือ ออมก่อนใช้ อย่างน้อยร้อยละ 20 ของเงินเดือน ยิ่งออมได้มากก็ยิ่งดี และออมสม่ำเสมอทุกเดือน จำไว้ว่า ถ้าเราคิดจะเก็บ เราต้องเก็บได้ เพราะการกระทำของคนเรามักเป็นไปตามความคิด แม้มีน้อยก็เก็บน้อย แต่ต้องเก็บออม เพราะหากไม่เริ่มเก็บ ก็จะไม่ได้เก็บเสียที
3. เก็บเงินในบัญชีเงินฝากมากเกินไป
คนส่วนใหญ่ที่เริ่มเก็บออมเงิน หรือเก็บสม่ำเสมอทุกเดือน มักเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากเพียงแหล่งเดียว แม้การเก็บออมเงินเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าลืมว่า เงินฝากให้ดอกเบี้ยน้อย และอย่างที่รู้กัน เราอยู่ในยุคที่อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อนี่เองที่ได้กัดกร่อนเงินออมและความมั่งคั่งของเราลงไปเรื่อยๆ
แนะนำว่า ควรเก็บเงินไว้ในบัญชีเงินฝากในจำนวนที่เหมาะสมสำหรับเป็นเงินสำรองเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน คือ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน และจัดสรรส่วนที่เหลือไปสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น
4. ยึดติดกับผลตอบแทนสูงๆ
เมื่อเก็บเงินสำรองไว้ส่วนหนึ่งแล้ว เราควรจัดสรรส่วนที่เหลือไปสร้างผลตอบแทนให้กับเงินออมที่มี ซึ่งการลงทุนเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้เงินทำงานเพื่อเพิ่มค่าเงินออม โดยจะเลือกลงทุนด้วยตนเอง หรือให้มืออาชีพช่วยบริหารการลงทุนแทนด้วยการลงทุนผ่านกองทุนรวมก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้วยวิธีใด คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนเป็นปัจจัยอันดับแรกๆ ที่นักลงทุนให้ความสำคัญ และมีนักลงทุนหลายคนที่มองเพียงผลตอบแทนสูงๆ จนมองข้ามความเสี่ยง หรือความไม่แน่นอนของผลตอบแทนที่แฝงมาด้วยเสมอ ซึ่งในโลกของการลงทุนนั้น ผลตอบแทนและความเสี่ยงถือเป็นของคู่กัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ โดยการลงทุนที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูง ย่อมมีความเสี่ยงสูง และในทางกลับกัน การลงทุนใดที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนต่ำ ย่อมมีความเสี่ยงต่ำ
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ นักลงทุนไม่ควรมองเพียงผลตอบแทนเท่านั้น หากแต่ต้องดูความเสี่ยงจากการลงทุนควบคู่ไปกับระดับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเองเสมอ
5. ไม่กระจายการลงทุน
เมื่อพิจารณาความเสี่ยงจากการลงทุนแล้ว การกระจายการลงทุนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ หลายคนที่ไม่กระจายการลงทุน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก หรือเข้าใจผิดว่าการกระจายการลงทุนเป็นเรื่องของนักลงทุนมือใหม่ ทำให้คนส่วนใหญ่ยังคงลงทุนในหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่งเท่านั้น ซึ่งการลงทุนในลักษณะนี้มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เพราะหากเกิดเหตุการณ์ใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อหลักทรัพย์ที่เราลงทุนอยู่ อาจทำให้เงินลงทุนของเราสูญไปทั้งหมด หรือแม้กระทั่งการลงทุนในหุ้นหลายๆ อุตสาหกรรม แต่เงินลงทุนทั้งหมดอยู่ในหุ้นเพียงอย่างเดียว จัดว่าไม่ใช่การกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม เพราะอาจต้องรับความเสี่ยงในช่วงภาวะตลาดหุ้นผันผวนไปแบบเต็มๆ
สิ่งสำคัญในการลงทุนคือ อย่าเก็บไข่ไว้ในตะกร้าเพียงใบเดียว ควรจัดสรรเงินลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ (Asset Allocation) เช่น ตราสารหนี้ หุ้น ทองคำ เพื่อกระจายการลงทุน เนื่องจากหลักทรัพย์แต่ละประเภทมีการเคลื่อนไหวของราคาในทิศทางที่แตกต่างกันตามสภาวะตลาดในแต่ละขณะ ผลขาดทุนของหลักทรัพย์ประเภทหนึ่งจะถูกชดเชยจากกำไรของหลักทรัพย์ประเภทอื่น การลงทุนในหลักทรัพย์มากกว่าหนึ่งประเภทจึงช่วยลดความเสี่ยง และลดโอกาสในการเจอผลขาดทุนอย่างรุนแรงได้
เมื่อเราได้รู้จักหลุมพรางสกัดความมั่งคั่งแล้ว จึงควรระวังอย่าได้หลงเข้าไปติด หรือหากใครที่ติดอยู่ในหลุมพรางข้อใด ควรรีบออกจากหลุมพรางนั้น นอกจากนี้ ความรู้เรื่องการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเปรียบเสมือนเกราะคุ้มกันเงินลงทุนของเรา นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืนหากต้องใช้เวลาเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
อัพเดท ข่าวอสังหาริมทรัพย์ สดใหม่ทุกวัน พร้อมส่งตรงถึงอีเมล์ของคุณฟรี สมัครได้ที่นี่ หรือหากคุณกำลังมองหาบ้านคอนโด ก็สามารถเลือกชม โครงการใหม่ พร้อม รีวิวโครงการคอนโดใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคาได้เช่นกัน
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย นิชฌานี ฉันทศาสตร์ CFP® K-Expert ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษาวางแผนเพิ่มเติม สามารถปรึกษากับ K-Expert ธนาคารกสิกรไทย ได้ที่ K-Expert@kasikornbank.com
