ฮวงจุ้ยที่หัวใจ (ภาค 4)

1 ส.ค. 2555

Punika  Thaipitakkul

สวัสดีเช้าวันจันทร์  กำลังจะหมดเดือนกรกฎาคมแล้วนะคะ ไวมากๆ วันเวลา เขาถึงบอกกันว่า กาลเวลานั้นกลืนกินทุกสรรพสิ่ง รวมไปถึงตัวของมันเอง ดังนั้น หากเราตั้งใจอยากทำสิ่งใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์ และสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตก็อย่ามัวผัดวันประกันพรุ่ง ขอให้เร่งขวนขวายกันดีกว่า

เมื่อวานนี้ ดาด้า ก็มีโอกาสไปงานเสวนา “จิบน้ำชา” ของดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ที่บริษัทร็อคเวิร์ธ แถวสี่แยกฟอร์จูน รัชดา ก็เลยมีเรื่องราวดีๆ มาฝากกันในวันนี้

ด้วยความที่ไปสายสักนิด ก็เลยอาจตกหล่นประเด็นบางสิ่งบางประการไป ต้องกราบขออภัยอาจารย์ และเพื่อนๆ ทุกคน มา ณ ที่นี้ แต่ใจความสำคัญที่จับประเด็นได้ก็มีดังนี้ค่ะ

อาจารย์กล่าวว่า ในชีวิตของคนเราทั่วๆ ไป จิตกับความคิดมักจะอยู่รวมกันอย่างเหนียวแน่น จนเราคิดว่ามันคือสิ่งเดียวกัน

แต่อันที่จริง มันไม่ใช่ “จิต” ก็ส่วน “จิต”   “ความคิด” ก็ส่วน “ความคิด” มันเป็นคนละส่วนกัน

ด้วยความที่เรามักจะมั่ว เข้าใจแบบผิดๆ มาตั้งแต่เกิด ผสมความคิดกับจิตจนแยกกันไม่ออก ความทุกข์ทางใจจึงเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน เพราะเมื่อความคิดเข้าไปรวมกับจิตเมื่อใด มันก็ทุกข์อยู่ร่ำไป

วิธีการจัดการให้เราแยก “จิต” กับ “ความคิด” ได้นั้น เริ่มต้นเราต้องมาฝึกสติที่ฐานกายก่อน ให้กายรู้กาย

กายรู้กาย ก็คือ การที่เรามีสติในการเคลื่อนไหว อิริยาบถต่างๆ จะหยิบ จับ เดิน เหิน ยก ย่าง เหยียบ ทำอะไรก็ให้มีความรู้ตัวทั่วพร้อม เวลามือขยับ ก็ให้รู้ที่มือ เวลาฝ่าเท้าสัมผัสพื้น ให้เท้าได้รู้สึกถึงความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ความหยาบ ความละเอียดของพื้น กำหนดรู้ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

ตรงนี้ต้องระวัง อย่าเอาความคิดไปรู้แทนฝ่าเท้า  ให้ฝ่าเท้าได้รู้สึกจริงๆ  อย่าไปคิดแทนเท้า…ฮา ฮา ฮา

ด้วยความที่คนเราถูกฝึกให้ใช้ความคิดจนชิน บางทีชอบเอาความคิดไปรู้แทน   ดังนั้นเราต้องมาฝึกให้กายรู้กายตามความเป็นจริง เวลาร้อน เวลาเย็นก็ให้รู้ที่ผิวหนังจริงๆ  เวลาก้าวขาไปแต่ละก้าวก็ให้รู้สึกถึงขาที่ก้าวออกไปจริงๆ ไม่ใช่การท่อง แต่เป็นการรู้อย่างที่กายรู้สึกจริงๆ 

พอเราฝึกกาย ให้รู้กาย ได้ดีขึ้น ต่อไปเราก็จะรู้จัก ความคิด และจิตใจ ได้ดียิ่งขึ้น เพราะสติที่ได้จากการฝึกฐานกายมาเป็นอย่างดีนี้ จะช่วยทำให้เราแยกได้ว่าอันไหนคือ “จิต” อันไหนคือ “ความคิด” ไม่เอาความคิดไปปะปนรวมกันกับจิตเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา และพอทั้งสองอย่างนี้เป็นอิสระต่อกัน จิตก็จะโล่งสบายเพราะมีตัว “สติ” ไปควบคุม (มี”สติ” ไปแยก “จิต” ไม่ให้ ปนกับ “ความคิด”)

ทีนี้ อาจารย์ถามว่า “ใจยินดี” กับ “ใจโล่งๆ” เหมือนหรือต่างกัน

ยกตัวอย่าง สมมติ ผู้ชายคนหนึ่งได้นางงามจักรวาลมาเป็นแฟน ใจที่เกิดขึ้น ก็คือ ใจยินดี หรือ ดีใจ
หรือถ้าเป็นผู้หญิง แล้วได้ ณเดชน์ มาเป็นสามีอย่างนี้ ก็ “ดีใจ” แน่นอน ฮา ฮา ฮา

แต่ที่นี้ “ดีใจ”  ก็ไม่ใช่ “ใจโล่งๆ” นะ  เพราะใจที่โล่งโปร่งสบาย มันอยู่เหนือกว่า ดีใจ เสียใจ เป็นใจที่เป็นกลางๆ ไม่บวก ไม่ลบ

ยกตัวอย่าง เหมือนเด็กที่สอบเสร็จวันสุดท้าย มันรู้สึกโล่งๆ หรือ คนที่หมอตรวจว่าเป็นเอดส์ แล้วหมอมาบอกว่าตรวจผิด คุณไม่ได้เป็นเอดส์แล้ว มันโล่งเลย นี่คือตัวอย่างเปรียบเทียบ

เมื่อเรามาอยู่ฐายกาย ฝึกฐานกายมากๆ เราจะเห็นความคิดที่วิ่งมากระแทกจิต ทำให้จิตเกิดอาการ อย่างเช่น ความคิดตัดสิน พิพากษา เพ่งโทษ อันนี้ ดี อันนี้ สวย อันนี้ชั่ว อันนี้เลว เขาว่าฉัน เขาด่าฉัน เขาชมฉัน ฯลฯ  ซึ่งความคิดเหล่านี้ล้วนทำให้จิตฟูๆ แฟบๆ เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจ ทำให้จิตไม่เป็นปกติ ไม่เป็นกลาง

เมื่อเรามีเครื่องอยู่ คือการมีสติในกาย เราจะค่อยๆ ชัดเจนด้วยตัวเองว่า “ความคิด” และ “จิตใจ” มันเป็นคนละสิ่ง เปรียบเหมือนกับเวลาเราถักเปีย มีเปียแยกอยู่ 2 เปีย แต่มันเหมือนกับเป็นผมกระจุกเดียวกัน แต่จริงๆ มันแยกกันอยู่

เมื่อเรารู้ตัวว่า กำลังคิดในเรื่องที่ทำให้จิตเกิดอกุศล มือใหม่อย่างพวกเรา ต้องขอให้รีบตบความคิดนั้นไปซะ อย่าไปตามดูมัน หยุดคิดแล้วให้หัดใช้กายมารู้กาย ให้มากขึ้น อย่างเช่นกำลังจะคิดเรื่องที่ทำให้รู้สึกโกรธ  ขอให้หยุดคิดเลย แล้วกลับมามีสติกับการเดิน การทำอิริยาบถ ณ ปัจจุบันนั้นแทน

หรือถ้าเป็นมือใหม่จริงๆ การเดินหนีไปก่อน ณ เหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญหน้าอาจช่วยได้เหมือนกัน ถ้าสติเรายังไม่เข้มแข็งพอ

แล้วเวลาจิตมันแกว่ง มันไม่ปกติ จะมีวิธีใดที่จะทำให้มันกลับมาปกติ โล่งๆ ได้ ตรงนี้ ต้องไปฝึกกันเอง มาอยู่ที่ฐานกายให้มากๆ ไว้ เอากายมาดูกาย และเมื่อใด เราเห็นความคิดที่เข้ามากระแทกใจได้ปั๊ป และจับมันวางลงได้ ก็จะรักษาความโล่งของใจไว้ได้ เป็นเรื่องของการฝึก ไม่มีใครสามารถทำแทนกัน เป็นเรื่องเฉพาะตัว รู้ผลได้เฉพาะตน

ในการดำเนินชีวิต ให้ดูใจ หมั่นสำรวจจิตใจว่า เป็นอย่างไร ใจว่างๆ โล่งๆ อยู่ไหม หรือใจขุ่นมัว ให้มีสติอยู่ที่กาย และระวังความคิดจร ที่จะแว่บเข้ามาทำให้ใจไม่โล่ง ทำใจสบายๆ  ให้มีสติที่กาย และระวังความคิดจรที่แว่บมาของตัวเองดีกว่า ใครจะดี หรือไม่ดี ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปตำหนิ ตัดสิน เพราะเราก็ไม่ใช่ว่าจะมีดีไปเสียทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใคร ไม่วิจารณ์ใครดีกว่า

หากรู้ตัวว่าเผลอไป พลาดไป เผลอไปว่า ไปตัดสินใครเขาเข้า ก็รีบกลับมาดูตัวเองก่อน เราดีพอหรือยัง สำรวจตัวเองก่อนตำหนิคนอื่นดีที่สุด ต่อไปก็จะไม่ว่าใครอีกเลย เพราะไม่มีประโยชน์ เสียเวลาชีวิตมาก

ใจที่โล่ง คือ ใจที่ปราศจากกิเลส เครื่องเศร้าหมอง หากเรารักษาใจโล่งๆ นี้ได้ไว้นานๆ ชีวิตเราก็จะเป็นอิสระ สบาย การรักษาความโล่งของใจได้อย่างต่อเนื่อง เรียกว่า มีสมาธิ  โดยทั่วไปเรามักรักษาความโล่งใจกันไว้ไม่ค่อยได้นาน เราก็เลยเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวเศร้า เดี๋ยวเหงา เพราะโดนความคิดจรแว่บมากระแทกใจ คิดปรุงแต่งกันจนใจไม่โล่ง

จึงเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน การมีสติที่ฐานกาย  รู้กาย  ใจโล่งๆ สบายๆ และระวังความคิดจร   ส่วนชีวิตที่เหลืออยู่ก็สร้างสรรค์แต่สิ่งดีๆ ต่อไป มีร่างกายเป็นมนุษย์ทั้งที เอาไปสร้างประโยชน์สุขแก่เพื่อนร่วมโลก และสรรพสิ่งทั้งหลายรอบตัวดีกว่า

มีสติที่กาย ระวังความคิดจร ใจก็จะปราศจากกิเลส โล่ง สบาย ไม่บวก ไม่ลบ และเมื่อเราฝึกฝนรักษาความต่อเนื่องนี้ไปเรื่อย ก็จะมีความพร้อมเหมาะควรแก่การงานอันก่อให้เกิดประโยชน์ สร้างคุณค่าแก่ทุกสรรพสิ่ง หาใช่การทำเพื่อตนเอง มีแต่การให้ ให้ และให้ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ

นี่แหละ ฮวงจุ้ยที่หัวใจ ของปลายเดือนกรกฎาคมที่ขอนำมาฝากกัน เพื่อความโล่ง โปร่ง และเบาหัวใจ  ( แต่ต้องนำไปฝึกปฏิบัติกันด้วยนะ อ่านอย่างเดียว ไม่เห็นผลค่ะ )

ท้ายที่สุด ขอขอบพระคุณ อาจารย์ วรภัทร์ ภู่เจริญ ที่นำสิ่งดีๆ นี้มาเผยแผ่แก่พวกเรา  และขอบคุณพวกเราทุกคนที่เกื้อกูลกันและกัน ทุกสิ่งอย่างล้วนทำให้วันนี้มีแต่สิ่งดีๆ  ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ

เอาละ ดาด้าขอเวลาไปจัดฮวงจุ้ยที่หัวใจตัวเอง ให้เข้าที่เข้าทางกว่าที่เป็นอยู่บ้างแล้วดีกว่า

…โชคดี มีความสุขกันทุกคนนะคะ วันนี้สวัสดีค่ะ  ขอให้มีวันจันทร์ที่สดใส มีหัวใจที่โล่งสบาย

 

หมายเหตุ:  ภาพที่เห็นคือ  “ภาพการแจกดวงตาเห็นธรรม”  จัดแสดงอยู่ที่ห้องนิทรรศการนิพพานชิมลอง  ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือ “สวนโมกข์ กรุงเทพฯ”  

 

เขียนความเห็น