ช่วงที่ตลาดที่อยู่อาศัยบ้านเรากำลังคึกคักแบบนี้ มีหลายโครงการเปิดตัวออกมาพร้อมโปรโมชั่นลด แลก แจก แถมที่ดึงดูดใจจนหลายคนอดใจไม่ไหวตัดสินใจควักกระเป๋าเอามาเป็นเจ้าของสักยูนิต ถ้าการซื้อครั้งนี้ไม่ใช่การซื้อครั้งแรกของคุณ ก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนอะไร แต่ถ้าบ้านหรือคอนโดฯ ที่เพิ่งตัดสินใจจองไปเป็นบ้านหลังแรกในชีวิต ที่คุณตั้งใจจะทำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อทยอยผ่อนไป คุณอาจจะสนใจกับ “การเตรียมเอกสารเพื่อขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน” ที่เรานำเอามาแชร์ในวันนี้
สำหรับเอกสารจำเป็นที่จะต้องใช้ในการยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินนั้น มีดังนี้
– สำเนาบัตรประชาชน และทะเบียนบ้านของผู้ขอสินเชื่อ
– สลิปเงินเดือน
– หนังสือรับรองเงินเดือน
– ในกรณีที่รายได้หลักของคุณเป็นค่าคอมมิชชั่นหรือรับเงินเดือนเป็นเงินสด ให้นำใบแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือ ทวิ 50
– สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน
– หนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย
เมื่อเตรียมเอกสารที่จำเป็นครบแล้ว และพร้อมที่จะไปเผชิญหน้ากับสถาบันการเงินแล้ว คุณจะต้องเผชิญกับขั้นตอนในการขอสินเชื่อ ดังนี้
– ยื่นเอกสารกับเจ้าหน้าที่สินเชื่อ
– เจ้าหน้าที่จะดำเนินการประเมินหลักประกัน ( อสังหาริมทรัพย์ที่คุณซื้อ )
– สถาบันการเงินพิจารณาคุณสมบัติผู้กู้
– ดำเนินการอนุมัติสินเชื่อ
– เซ็นสัญญากับสถาบันการเงิน
– โอนและจดจำนองที่สำนักงานที่ดิน
ในขั้นตอนของการประเมินราคาหลักประกันหรืออสังหาริมทรัพย์ที่คุณซื้อนั้น แต่ละสถาบันการเงินจะมีนโยบายในการให้สินเชื่อสูงสุดตามราคาหลักประกันต่างกัน ตั้งแต่ 70%-90% ของราคาประเมิน เช่น หากผู้ซื้อทำสัญญาซื้อขายห้องชุดในราคา 1,000,000 บาท และขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่มีนโยบายให้กู้สูงสุดไม่เกิน 80% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมิน หากราคาประเมินหลักประกันนั้นเท่ากับ 1,000,000 บาท ยอดสินเชื่อจะเท่ากับ 800,000บาท
แต่หากราคาประเมินต่ำกว่าราคาซื้อขาย เช่น ราคาประเมินเท่ากับ 800,000 บาท ยอดสินเชื่อที่ได้จะเหลือแค่ 640,000 บาท
ในกรณีที่ราคาประเมินของหลักประกันนั้นมากกว่าราคาซื้อขาย เช่น ราคาประเมินเท่ากับ 1,200,000 บาท ยอดสินเชื่อจะยังคงได้เพียง 800,000 บาทเท่านั้น เนื่องจากนโยบายของสถาบันการเงินให้ยอดกู้สูงสุดไม่เกิน 80%ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมิน ขึ้นอยู่ว่ายอดใดต่ำกว่ากัน
ทั้งนี้ นโยบายในการให้สินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงินนั้นจะแตกต่างกัน ดังนั้นก่อนขอสินเชื่อ คุณจึงควรตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วนเสียก่อน
สำหรับการพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระของผู้กู้จะขึ้นอยู่กับรายได้ของผู้กู้เป็นหลัก
สถาบันการเงินโดยมากจะให้ความสามารถในการผ่อนชำระสูงสุดต่อเดือนอยู่ที่ 40% ของรายได้ต่อเดือนของผู้กู้ เช่น หากผู้กู้มีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน จะมีความสามารถในการผ่อนชำระที่ 8,000 บาทต่อเดือน หากอัตราดอกเบี้ยขณะนั้นอยู่ที่ 7.75% ผู้กู้จะสามารถกู้ได้สูงสุดที่ประมาณ 1,000,000 บาทในกรณีที่ไม่มีหนี้ค้างใดๆ กับสถาบันการเงินอื่นๆ เลย
ในกรณีที่มีหนี้กับสถาบันการเงินอื่นอยู่แล้ว เช่น มีภาระผ่อนชำระรถยนต์กับสถาบันการเงินอื่นอีกเดือนละ 10,000 บาทต่อเดือน หากรายได้ต่อเดือนของผู้กู้อยู่ที่ 30,000 บาท ทางสถาบันการเงินจะพิจารณาว่าคุณจะมีความสามารถในการผ่อนชำระ ที่ 40% ของรายได้ หรือเท่ากับ 12,000 บาทต่อเดือน แต่เนื่องจากคุณมีภาระเดิมในการผ่อนชำระค่ารถยนต์อยู่แล้วที่ 10,000 บาทต่อเดือน จึงคงเหลือความสามารถผ่อนชำระเพียง 2,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น
แต่หากผู้กู้มีรายได้ต่อเดือนค่อนข้างสูง เจ้าหน้าที่สินเชื่ออาจพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระสูงกว่า 40% ของรายได้ เช่น มีรายได้ 80,000 บาทต่อเดือน ทางสถาบันการเงินอาจให้ความสามารถในการผ่อนชำระที่ 50% ของรายได้ เนื่องจากมองว่าผู้กู้ยังคงมีรายได้มากพอเพื่อใช้จ่ายประจำเดือน
สำหรับผู้ที่มีหนี้บัตรเครดิต ทางสถาบันการเงินจะหักความสามารถในการผ่อนชำระเท่ากับ 10% ของยอดหนี้ที่คงค้างอยู่เช่น หากมียอดหนี้ เท่ากับ 100,000 บาท ผู้กู้จะถูกหักรายได้ออกจากฐานเงินได้ เท่ากับ 10,000 บาท
ทั้งนี้ สถาบันการเงินจะเช็คยอดหนี้ที่ผู้กู้มีกับสถาบันการเงินใดๆ โดยผ่านข้อมูลจากสำนักงานเครดิตกลาง หรือ เครดิต บูโร เช่นเดียวกับผู้กู้ที่สามารถเช็คเครดิตตัวเองกับเครดิตบูโรได้เช่นกัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: AtHome Property
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่