ตลาดอสังหาฯครึ่งปีหลังจะชะลอตัวลง

18 ก.ค. 2556

วงในมองตลาดอสังหาฯ ครึ่งหลังปี 56 จะชะลอตัวลงประมาณ 10% แต่ยังคงเติบโตกว่าปีที่ผ่านมาทั้งในแง่มูลค่าและจำนวนหน่วยเปิดใหม่ คอนโดฯยังคงเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการอันดับหนึ่งของตลาด
 
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA เปิดเผยว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ครึ่งหลังของปีนี้มีแนวโน้มจะชะลอตัวกว่าครึ่งแรกราว10%  แต่โดยภาพรวมแล้วตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยในปี 2556 จะยังคงเติบโตกว่าปี 2555 ในแง่มูลค่าประมาณ 4% และในแง่จำนวนหน่วยเปิดใหม่ 12%  โดยจะมีหน่วยขายเปิดใหม่รวม 113,584 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 310,772 ล้านบาท
 
ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีโครงการที่เปิดตัวใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 มีจำนวน 186 โครงการ รวม 61,540 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 167,985 บาท โดย 99% เป็นอสังหาฯ ประเภทที่อยู่อาศัย 
 
โครงการใหม่ที่เปิดตัวครึ่งปีแรก 2556 
 
ทั้งนี้ AREA ได้ตั้งข้อสังเกตว่าอสังหาฯ ที่เปิดตัวใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก ราคาเปิดตัวเฉลี่ยอยู่ที่หน่วยละ 2.736 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2555 ที่ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยเป็นเงิน 2.937 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าสินค้าที่เปิดตัวเน้นขายในราคาที่ต่ำลง เพื่อหวังให้มีปริมาณผู้ซื้อมากขึ้น  แสดงว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะการขายที่ชะลอตัวกว่าแต่ก่อน จึงต้องทำสินค้าราคาต่ำลงเพื่อกระตุ้นกำลังซึ้อ
 
“หากสมมติให้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้มีจำนวนและมูลค่าของหน่วยขายเปิดใหม่เป็นเพียง 85% ของครึ่งปีแรก เพราะในช่วงครึ่งปีหลังอาจมีการชะลอตัวในการเปิดตัวโครงการใหม่บ้างตามภาวะการขายที่ชะลอตัวลง ก็ยังจะทำให้ทั้งปีมีหน่วยขายเปิดใหม่รวม 113,584 หน่วย รวมมูลค่า 310,772 ล้านบาท  ซึ่งแสดงว่ามูลค่าเพิ่มมากกว่าปี 2555 ประมาณ 4%  ส่วนจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นประมาณ 12%” ดร.โสภณกล่าว
 
เมื่อวิเคราะห์ในรายละเอียดจะพบว่าจากจำนวนหน่วยขายทั้งหมดในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 นั้น  69% เป็นห้องชุด 19% เป็นทาวน์เฮ้าส์ และ 8% เป็นบ้านเดี่ยว
 
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าห้องชุดเป็นสินค้าหลักในตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑล  เนื่องจากที่ดินเริ่มมีจำกัดและผู้ซื้อเน้นการเดินทางโดยรถไฟฟ้า นอกจากนี้ปัญหาน้ำท่วมในชานเมืองเมื่อปี 2554 ทำให้ประชาชนสนใจซื้อห้องชุดในเขตเมืองมากขึ้น ส่วนทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยวยังมีจำนวนหน่วยน้อย เนื่องจากเป็นสินค้าขายได้ช้ากว่า  
 
ทั้งนี้ ดร.โสภณคาดว่าห้องชุดจะสามารถขายได้หมดในเวลา 7 เดือน ส่วนทาวน์เฮ้าส์จะใช้เวลา 21 เดือน และบ้านเดี่ยวใช้เวลา 35 เดือน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าจะไม่เกิดภาวะผลิตเกินในตลาดทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยวที่ขายได้ช้าอยู่แล้ว
 
สำหรับบ้านแฝด อาคารพาณิชย์หรือตึกแถว และที่ดินเปล่าจัดสรรเพื่อการอยู่อาศัยยังคงเป็นสินค้าที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดมากนัก  โดยเฉพาะที่ดินเปล่ามักไม่สามารถที่จะขอกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ ส่วนบ้านแฝดและอาคารพาณิชย์มีสัดส่วนอยู่ในตลาดเพียง 2-3% เท่านั้น
 
“ขณะนี้พบว่ามีการซื้อเพื่อการเก็งกำไรมากขึ้น  และอาคารชุดที่ทยอยเสร็จกำลังประสบปัญหาการโอนพอสมควร  สัดส่วนของผู้จองซื้อและไม่สามารถขอกู้เงินจากสถาบันการเงินได้มีสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงถึง 12-15%  กรณีเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อสถานะของบริษัทพัฒนาที่ดินได้ในระดับหนึ่ง  ยิ่งหากผู้ได้รับสิทธิการกู้ แต่ไม่สามารถผ่อนชำระต่อได้ และกลายเป็นหนี้เสีย ก็อาจยิ่งส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินได้ในภายหลัง” 
 
ทั้งนี้  ดร.โสภณ ได้คาดการณ์ว่าอุปทานในตลาดของครึ่งหลังของปี 2556 อาจชะลอกว่าครึ่งแรกของปี 2556 อยู่ประมาณ 10-15%  แต่ถ้าภาวะเศรษฐกิจไทยยังดีอยู่ ก็อาจมีการเติบโตเท่ากับครึ่งแรกของปีนี้ 
 
“มาตรการสำคัญต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ คงไม่ใช่การกระตุ้นกำลังซื้ออีกต่อไป แต่จะเป็นการเพิ่มสัดส่วนเงินดาวน์ให้สูงขึ้น เพื่อความมั่นคงของตลาด โดยควรมีสัดส่วนเงินดาวน์อย่างน้อย 15-20% ของราคาขาย  นอกจากนี้สัดส่วนการขอกู้จากสถาบันการเงินควรเป็น 80-85% ของมูลค่าตลาดจากการประเมินค่าทรัพย์สิน” ดร.โสภณกล่าวทิ้งท้าย
 
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กาญจนา พาหา บรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kanchana@ddproperty.com    
 
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่  
 
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ 
เขียนความเห็น