หลังจากที่คนในธุรกิจโรงแรมต่างออกมาแสดงความเห็นว่าตลาดโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ จะฟื้นตัวในไตรมาส 2 ล่าสุด บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ “เจแอลแอล” ออกมายืนยันอีกเสียงว่าตลาดโรงแรมในเมืองจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสสอง หลังยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
นายแอนดรูว์ แลงดอน รองประธานบริหาร หน่วยธุรกิจบริการด้านโรงแรมของเจแอลแอล เปิดเผยว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาตลาดโรงแรมในกรุงเทพฯ มีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 นี้ กลับพบว่า อัตราการเข้าใช้ห้องพักและรายได้ของโรงแรมในกรุงเทพฯ มีการปรับตัวลดลง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดต่ำลงจากสาเหตุความไม่สงบทางการเมือง
อย่างไรก็ดี แม้สถานการณ์ทางเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่คาดว่าโรงแรมในกรุงเทพฯ น่าจะมีผลประกอบการที่ดีขึ้นในไตรมาส 2 หลังจากมีการประกาศยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
“เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เริ่มขยายตัวขึ้นอีกครั้งนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ตามมาด้วยการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในเดือนมกราคมของปีนี้ มีผลทำให้จำนวนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ ลดลง ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจโรงแรม ดังจะเห็นได้จากอัตราการใช้บริการห้องพักที่ลดต่ำลง ซึ่งมีผลทำให้รายได้จากการให้บริการห้องพักของโรงแรมลดลงไปด้วย แม้อัตราค่าบริการห้องพักของโรงแรมทุกระดับในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จะสูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 1.2%-5.4%”
จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ระบุว่าในปีที่ผ่านมายอดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ มีทั้งสิ้น 17.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ราว 20.1% ในขณะที่ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้กลับมีจำนวนลดลง 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว การลดลงของจำนวนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ ดังกล่าว ส่งผลกระทบทันทีต่อภาคธุรกิจโรงแรมของกรุงเทพฯ
โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่ กลุ่มโรงแรม 5 ดาว โดยมีอัตราการเข้าใช้บริการห้องพักลดลงจาก 75.2% ในไตรมาสแรกของปี 2556 เหลือ 45.2% ในไตรมาสแรกของปีนี้ แม้อัตราค่าบริการห้องพักในไตรมาสแรกของปีนี้จะสูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 5.4% แต่อัตราการเข้าใช้บริการห้องพักที่ลดลง ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่มีไว้บริการทั้งหมด ปรับลดลง 36.6%
ในขณะที่ช่วงเวลาเดียวกัน กลุ่มโรงแรม 4 ดาวมีอัตราค่าบริการห้องพักสูงขึ้น 1.2% แต่อัตราการเข้าใช้บริการห้องพักที่ปรับลดลงจาก 80.8% เหลือ 54% ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่มีไว้บริการทั้งหมด ปรับลดลง 32.4%
เช่นเดียวกับกลุ่มโรงแรม 3 ดาวที่อัตราค่าบริการห้องพักสูงขึ้น 1.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2556 ในขณะที่อัตราการเข้าใช้ห้องพักลดต่ำลงจาก 81.3% เหลือ 55.3% ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่มีไว้บริการทั้งหมด ปรับลดลง 30.9%
“แม้จะยังไม่มีรายงานข้อมูลตัวเลขอย่างเป็นทางการหลังจากมีการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม แต่หลายฝ่ายมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ภาคธุรกิจโรงแรมของกรุงเทพฯ น่าจะมีผลประกอบการที่ดีขึ้นไตรมาสสองของปีนี้ เนื่องจากการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จะส่งผลดีต่อจำนวนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ ซึ่งจะช่วยให้ความต้องการใช้บริการห้องพักโรงแรมปรับตัวดีขึ้น” นายแลงดอนกล่าว
“โรงแรมที่จะสร้างเสร็จใหม่ในปีนี้ มีจำนวนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ดังนั้น จึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดเพิ่มขึ้นมากนักในแง่ของอัตราการเข้าใช้บริการห้องพัก” นายแลงดอนกล่าว
ปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีโรงแรมคิดเป็นจำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้นประมาณ 100,000 ห้อง โดยในปีนี้ มีโรงแรมที่มีกำหนดจะสร้างเสร็จเพิ่มขึ้นรวมทั้งสิ้น 2,200 ห้อง ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ชะลอลง เมื่อเทียบกับช่วง 4 ปีก่อนหน้าที่มีโรงแรมสร้างเสร็จเพิ่มเฉลี่ย 3,700 ห้องต่อปี
“แม้ไตรมาส 2 จะมีแนวโน้มที่เป็นบวกกว่าไตรมาสแรกของปี แต่ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาทิศทางของตลาดโรงแรมในกรุงเทพฯ สำหรับช่วงที่เหลือของทั้งปี 2557 นี้ เนื่องจากต้องรอดูสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงต่อไป อย่างไรก็ดี ประสบการณ์จากวิกฤติการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ภาคธุรกิจโรงแรมของกรุงเทพฯ สามารถฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว จากอานิสงส์ของการที่กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก” นายแอนดรูว์สรุป
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กาญจนา พาหา บรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kanchana@ddproperty.com
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
