กูรูธรรมะ โดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโตและพระวิทยากรทีมงานธรรมะเดลิเวอรี่ ให้คุณดำเนินชีวิตตั้งอยู่บนสติและความไม่ประมาท พบกันทุกสัปดาห์
“ผมเบื่องานที่ทำอยู่ตอนนี้มากเลยครับ งานเดิมๆ ทำเหมือนกันทุกวัน ไม่เห็นมีอะไรแปลกใหม่บ้างเลย นี่ถ้ายังน่าเบื่ออยู่อย่างนี้ผมว่าผมจะลาออกไปทำอย่างอื่นดีกว่า”
นี่เป็นปัญหายอดนิยมเลยคุณโยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบรรดาหนุ่มสาวออฟฟิศที่มีกิจวัตรการทำงานแบบ “ตายตัว” คือเข้างาน 9 โมงเช้า นั่งทำงานอยู่กับโต๊ะ ตกกลางวันก็กรูออกมาแย่งกันหาข้าวกิน ตกบ่ายก็นั่งทำงานแบบง่วงๆ พอ 5 โมงเย็นก็รีบแจ้นกันออกจากออฟฟิศเหมือนไฟไหม้ พอถึงวันสิ้นเดือนก็จะร่าเริงมีความสุขที่สุดเพราะเงินเดือนออก แต่ถ้าเงินไม่ออกเมื่อไหร่ก็เหมือนวันสิ้นใจดีๆ นี่เอง
ถ้าถามอาตมาว่า เบื่องานแล้วจะทำยังไง อาตมาก็ตอบว่า
“ก็อย่าเบื่อซิ”…ถ้างานน่าเบื่อก็พยายามอย่าเบื่อ และความไม่เบื่อก็ต้องเริ่มต้นจากใจของเราก่อน เริ่มต้นที่ “รักงาน” ของตัวเองเสียก่อน
สาเหตุหลักๆ ของคนเบื่องานไม่มีอะไรมากไปกว่า “ความจำเจ ซ้ำซาก ไม่ตื่นเต้นท้าทาย” คุณโยมบางคนเคยถามอาตมาว่า ไปบรรยายธรรมทุกวันไม่เบื่อหรือไง ยิ่งต้องไปบรรยายหัวข้อที่เหมือนๆ กันด้วยแล้ว อาตมาไม่รู้สึกรำคาญตัวเองบ้างเหรอที่ต้องพูดอะไรวนไปเวียนมา
เอ้า…!!! คุณโยมลองนึกถึงครูสมัยมัธยมดูสิว่างานของท่านเหล่านี้เป็นอย่างไร อย่างครูภาษาไทย ม.5 ก็สอนอยู่นั่น ซ้ำๆ กันทุกปี สอนจนไม่ต้องเปิดหนังสือก็รู้แล้วว่าเรื่องที่จะพูดมันอยู่หน้าไหนบทไหน แต่ทำไมครูถึงไม่เบื่อที่จะสอน สอนมาเป็นสิบยี่สิบปี นั่นเป็นเพราะท่านมีความรักในวิชาชีพของตัวเอง มีความรักต่องานและหน้าที่ของตัวเอง
หลายคนยังเถียงอาตมาอีกว่า จะไปรักงานลงได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้เป็นงานที่ชอบ ไม่ได้ทำงานตรงกับสาขาวิชาที่เรียนมา
อาตมาขอตอบแบบนี้ว่า งานที่อยากทำ งานที่ชอบก็ใช่ว่าเราจะสามารถทำงานนั้นออกมาได้ดี และหากเราไม่สามารถทำงานในฝันนั้นออกมาได้ดี เราไม่ยิ่งเบื่อหน่ายกับการทำงานเพิ่มมากขึ้นอีกหรือคุณโยม เช่น รักเด็กอยากเป็นครูอนุบาลจับใจ แต่พอได้เจอเด็กแก่นกะโหลก งอแง ชอบทำเสื้อผ้าคุณโยมเปื้อนสีซักไม่ออกทุกวัน วันดีคืนดีจะขอตามเราเข้าห้องน้ำอีกแหนะ กลับกลายเป็นว่าเราเริ่มไม่ชอบ เมื่อไม่ชอบก็ไม่อยากทำ เมื่อไม่อยากทำก็ทำให้เบื่อหน่าย เช่นนี้แล้วงานที่ตัวเองชอบก็ใช่ว่าจะทำให้มีความสุขกับการทำงานจริงไหมคุณโยม
การจะรักงานที่ทำไม่ใช่เรื่องยาก แม้งานที่ทำนั้นจะน่าเบื่อสุดๆ จนทำให้หาวตั้งแต่ 9 โมงเช้ายัน 5 โมงเย็นก็เถอะ ที่เราเบื่อนั่นเป็นเพราะเราคิดถึงแต่ผลที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง เพื่อนร่วมงานจะดีกับฉันไหมหนอ เจ้านายจะด่าฉันไหมน้า งานที่ฉันทำจะหนักไหมเนี่ย อะไรก็ “ฉันๆๆ” แต่จริงๆ แล้วงานทุกอย่างควรจะมีคำว่า “เขา” หรือ “เรา” ร่วมด้วยเสมอ ฉะนั้น สิ่งที่จะกระตุ้นให้รักงานได้อีกอย่างหนึ่งคือ “การนึกถึงผู้อื่น”
ลองคิดดูว่าถ้าเราทำงานเป็นครู แม้งานจะน่าเบื่อ สอนซ้ำไปซ้ำมา แต่ผลที่ได้ออกมาคือนักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริงในการทำงาน
ถ้าเราเป็นช่างตัดผมที่วันๆ เอาแต่สระซอยทั้งวันจนชำนาญ ผลที่ได้คือลูกค้าได้ทรงผมสวยมากขึ้น ความชื่นใจก็จะเป็นกำลังใจที่ทำให้รักในงาน อยากทำงานต่อไป แล้วความสุขจากการทำงานจึงเกิดขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นว่างานนั้นต้องเป็นงานที่รัก เป็นงานที่ได้เงินเดือนสูงๆ หรือเป็นงานที่ได้รับการยกย่องหรือไม่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนหนทางแห่งความสำเร็จ สำหรับผู้ทำงานว่า ควรยึดหลักอิทธิบาท ๔ คือ
ฉันทะ มีความพอใจในการงาน มีความรู้ความสามารถถนัดในการงานนั้น ไม่ใช่ทำด้วยใจไม่รักงานนั้นเลย แล้วงานจะสำเร็จด้วยอย่างไร
วิริยะ มีความเพียรในการงานนั้น มีงานที่เราทำจะมีอุปสรรคยากเย็นสักปานใด แต่หัวใจของเราไม่เคยย่อท้อ หรือถ้าท้อได้ แต่อย่าถอย ถอยไปเพื่อตั้งหลักเพื่อที่จะได้กระโดดไปข้างหน้าได้ไกลขึ้น เดินไปข้างหน้าได้ไกลขึ้น งานยิ่งหนัก เรายิ่งต้องเพียรพยายามในงานนั้นให้มาก
จิตตะ จดจ่อเอาใจใส่กับงานที่เราทำ เมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่มาแล้วก็ต้องทำเต็มความสามารถ ทุ่มเท ทำให้อย่างสุดหัวใจ ไม่ใช่ทำไปแบบลวกๆ แบบพอให้ผ่านๆ ไปเท่านั้น อาตมาอยากเห็นคุณโยมทำงานแบบได้คุณภาพ ไม่ใช่เร่งเอาแต่ปริมาณแต่อย่างเดียว
วิมังสา มีปัญญาหมั่นพิจารณาตรึกตรองในการงานนั้น หมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น งานที่คุณโยมทำเคยถามตัวเองบ้างไหมว่าบทสรุปของงานคืออะไร ที่เราทำไปทุกวันๆ เนี่ย บางคนตอบว่า อิฉันไม่รู้ ผมไม่รู้ ผมทำเสร็จผมก็กลับบ้านพอดี จบกันเลยคุณโยม แล้วงานที่กำลังทำอยู่จะเจริญก้าวหน้าไปได้อย่างไร
งานทุกประเภทล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ มีคุณค่า และมีความสุขอยู่ในตัวของมันเอง เพียงแต่เราอาจจะยังมองไม่เห็น เพราะมัวแต่ไปมองว่างานคือความลำบาก ความเหนื่อยอ่อน จนมองไม่เห็นสิ่งดีๆ ที่จะได้จากการทำงานและทำให้เกิดความสุข มองผลของงานเพียงเพราะมันทำให้เรามีความสุข แต่ให้ลองมองว่างานนั้นๆ อาจทำให้คนอื่นมีความสุขไปกับผลของมันด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว กำลังใจ ความปลาบปลื้มใจก็จะสลายความเบื่อหน่ายนั้นให้จางหายไป
การทำงานนั้นเราอาจจะเหนื่อยได้ เบื่อได้ ท้อได้ แต่อย่าหมดความสุขกับการทำงาน เพราะการทำงานก็เป็นเหมือนการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง นั่นคือการทำหน้าที่ของตนเองอย่างถูกต้องและเต็มที่…เจริญพร
บทความนี้ได้รับอนุญาตในการเผยแพร่อย่างเป็นทางการจากทีมงาน พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต หากท่านต้องการนิมนต์พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต หรือพระวิทยากรทีมงานธรรมะเดลิเวอรี่ กรุณาติดต่อที่ dhammadelivery2556@gmail.com
อัพเดทข่าวอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่