นับตั้งแต่มีการปรับโครงสร้างประกันสังคมฉบับใหม่ในปี 2558 มีหลายสิทธิประโยชน์ที่เอื้ออำนวยต่อชีวิตมนุษย์เงินเดือน แต่เงื่อนไขหนึ่งที่มีความซับซ้อนและต้องทำความเข้าใจก่อนที่จะเกิดการใช้สิทธิประโยชน์ก็คือเรื่องกรณีการคลอดบุตร เนื่องจากเป็นกรณีที่ต้องใช้ระยะเวลาในการลางานเยอะเป็นเดือนๆ หลายคนจึงมักเกิดปัญหาและมีคำถามว่าจะได้เงินชดเชยจากการลาหรือไม่ ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจโดยละเอียด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตกับเงิน 750 ที่ต้องจ่ายไปทุกเดือนๆ และไม่เพียงแต่เหล่าสาวๆ เท่านั้นที่ควรทำความเข้าใจเรื่องนี้ แต่อนาคตสามีชายไทยแท้ๆ อย่างเราๆ ก็ต้องทำความเข้าใจไปพร้อมกันด้วย
จากเดิมการใช้สิทธิประกันสังคมในกรณีคลอดบุตรประโยชน์ทดแทนเดิมหลักๆ คือ 1.มีสิทธิเบิกค่าคลอดบุตรได้ไม่เกิน 2 ครั้ง เหมาจ่ายครั้งละ 13,000 บาท 2.ได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงาน 90 วัน ซึ่งสิทธิการทดแทนใหม่ของประกันสังคมฉบับปี 2558 นั้นเปลี่ยนไปจากเดิม คือ 1.สามารถใช้สิทธิเบิกค่าคลอดบุตรได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ครั้งละ 13,000 บาท 2.เงินสงเคราะห์การหยุดงาน 90 วัน ไม่เกิน 2 ครั้ง สำหรับผู้ประกันตนหญิง ซึ่งสามารถดูหลักเกณฑ์และเงื่อนไขหลักๆ ดังนี้
หลักเกณฑ์และเงื่อนไข
1.เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเดือนคลอดบุตร มีสิทธิเบิกค่าคลอดบุตรได้

ภาพ via i1.wp.com
เงื่อนไขนี้ ยกตัวอย่างได้ว่า หากผู้ประกันตนหญิงตั้งครรภ์และมีกำหนดคลอดเดือนกันยายน ก็ให้นับย้อนหลังไปตั้งแต่เดือนสิงหาคมไปจนครบ 15 เดือน ถ้าภายใน 15 เดือนนี้ ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบครบ ไม่ต่ำกว่า 5 เดือนก็สามารถยื่นใช้สิทธิ์ได้ แต่ถ้าหากผู้ประกันตนหญิงยังส่งเงินสมทบไม่ถึงตามหลักเกณฑ์ ก็สามารถใช้สิทธิ์ของสามีได้ โดยจะเบิกค่าคลอดได้ 13,000 บาท แต่ไม่สามารถยื่นขอเงินทดแทนการขาดรายได้ (กรณีคลอดบุตร) ได้ เพราะกรณีจะยื่นขอเงินจดเชยจากการขาดงานยื่นเบิกได้เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น
2.คลอดบุตรที่ใดก็ได้ ให้วินิจฉัยจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายกรณีคลอดบุตรให้แก่ผู้ประกันตนในอัตรา 13,000 บาทต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง

ภาพ via visembryo.com
สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่ตั้งครรภ์สามารถลาคลอดได้ตามกฎหมายแรงงานที่ไม่เกิน 90 วัน (นับรวมวันหยุดราชการ) โดยในเรื่องของค่าวินิจฉัยหรือค่าบริการทำการคลอดของสถานพยาบาล สำนักงานประกันสังคมจะเหมาจ่ายให้ 13,000 บาทต่อบุตรหนึ่งคน ซึ่งจะเป็นกรณีในการสำรองจ่าย และสามารถเอาสำเนาเอกสารไปยื่นขอเงินชดเชยดังกล่าวได้ รวมไปถึงสามารถใช้บริการโรงพยาบาลใดก้ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงพยาบาลสังกัดตามที่ระบุในบัตรประกันสังคมของผู้ประกันตนหญิงที่คลอดบุตร
3.สำหรับผู้ประกันตนหญิงมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน

ภาพ via blindgossip.com
เรื่องของค่าจ้างนั้น ในขณะที่ผู้ประกันตนหญิงลาคลอด ตามกฎหมายแล้วมีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินจาก 2 ช่องทางหลัก ๆ คือจากนายจ้างหรือที่ทำงาน และจากสำนักงานประกันสังคม โดยการลาคลอดบุตรสามารถลาในวันคลอด ลาก่อนคลอดหรือลาหลังวันคลอดก็ได้ ผู้ประกันตนหญิงจะได้รับอัตราเงินชดเชยตามกฎหมายกำหนด
1.จากที่ทำงานหรือนายจ้าง
เป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยในระยะเวลา 90 วัน หรือ ได้รับรายได้ชดเชยเป็นระยะเวลา 45 วันนั้นเอง
ตัวอย่าง
หากผู้ประกันตนหญิงมีเงินเดือนอยู่ที่ 15,000 บาท สามารถคำนวณออกมาเป็นเงินชดเชยที่คิดเป็นรายวันได้ดังนี้
เงินเดือน 15,000 บาท หาร 30 วัน คูณ อัตราเงินชดเชยที่ 45 วัน = 15,000 / 30 x 45 = 22,500 บาท
ดังนั้นในระหว่างที่ลาคลอดนายจ้างจะต้องจ่ายให้ผู้ประกันตนหญิงเป็นจำนวนเงิน 22,500 บาท ในกรณีที่ผู้ประกันตนหญิงมาทำงานก่อนโดยไม่รอให้ครบ 90 วัน ก็จะได้รับค่าจ้างตามปกติในวันที่มาทำงานด้วย ส่วนจะได้รับเงินก่อนลาหรือหลังลานั้นขึ้นอยู่กับการตกลงกับนายจ้าง
2.จากสำนักงานประกันสังคม
ผู้ประกันตนหญิงมีสิทธิ์ได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรแบบเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างโดยเฉลี่ย เป็นระยะเวลา 90 วัน โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งเงินที่จะได้รับจากสำนักงานประกันสังคมนั้นผู้ประกันตนหญิงจะได้รับเต็มจำนวน 90 วันเลย ถึงแม้จะลาคลอดไม่ถึง 90 วันก็ตาม แต่สิทธิ์นี้จะจำกัดที่การคลอดบุตรไม่เกิน 2 ครั้งเท่านั้น
ตัวอย่าง
หากผู้ประกันตนหญิงมีเงินเดือนอยู่ที่ 15,000 บาท สามารถคำนวณออกมาเป็นเงินชดเชยที่คิดเป็นรายวันได้ดังนี้
ตัวอย่าง
เงินเดือน 15,000 บาท คูณ 3 เดือน คูณ อัตราเงินชดเชยที่ 50% = 15,000 x 3 x 50/100 = 22,500 บาท
ดังนั้นในระหว่างที่ลาคลอดผู้ประกันตนหญิงจะได้รับเงินจากสำนักงานประกันสังคมเป็นจำนวนเงิน 22,500 บาท ในกรณีที่ผู้ประกันตนหญิงมีเงินเดือนเกิน 15,000 บาท ก็จะได้อัตราเงินชดเชยสูงสุดที่ 22,500 บาท เช่นกันเพราะเป็นการคำนวณจากฐานเงินเดือนที่กฎหมายกำหนดโดยไม่เกิน 15,000 บาท
3.สำหรับการใช้สิทธิบุตรคนที่ 3 จะไม่ได้รับสิทธิเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน

ภาพ via thecatholiccatalogue.com
เงื่อนไขข้อสุดท้ายเป็นการกำหนดสิทธิ์ของผู้ประกันตนหญิง ซึ่งหากคลอดบุตรคนที่ 3 ยังสามารถใช้สิทธิเบิกค่าคลอดบุตรครั้งละ 13,000 บาทได้อยู่ โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง ไม่ว่าจะคลอดบุตรคนที่ 4 หรือ 5 ก็ตาม แต่สำหรับ เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน ทั้งจากนายจ้างและสำนักงานประกันสังคมจะไม่ได้รับแล้ว เพราะกฎหมายกำหนดเงินชดเชยจากการลาคลอดบุตรที่ 2 ครั้งเท่านั้น
ทั้งนี้หลายคนยังอาจยังสงสัยและมีคำถาม ทาง DDproperty จึงรวบรวม 5 คำถามยอมฮิตพร้อมคำตอบเกี่ยวกับกรณีคลอดบุตรมาไว้ ณ ที่นี้
คำถามที่ 1: กรณีฝากครรภ์และคลอดบุตร สามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลอื่นที่ไม่ใช่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิได้หรือไม่
คำตอบ: สามารถฝากครรภ์และคลอดบุตร ณ โรงพยาบาลใดก็ได้ที่สะดวก โดยสำรองเงินจ่ายไปก่อน แล้วนำเอกสารหลักฐาน มายื่นเรื่องเบิกได้ที่สำนักงานประกันสังคม
คำถามที่ 2: ผู้ประกันตนหญิงที่คลอดบุตร ต่อมาเสียชีวิต โดยยังไม่ได้ยื่นเรื่องขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุต รทายาทมีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรได้หรือไม่
คำตอบ: ทายาทของผู้ประกันตนมีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตร เนื่องจากเป็นสิทธิที่มีอยู่ก่อนที่ผู้ประกันตนเสียชีวิต
คำถามที่ 3: กรณีลูกจ้างคลอดบุตรภายใน 6 เดือน หลังจากออกจากงาน จะใช้สิทธิกรณีคลอดบุตรได้หรือไม่
คำตอบ: จะใช้สิทธิได้หรือไม่ จะต้องตรวจสอบการส่งเงินสมทบย้อนหลังไป 15 เดือนก่อนที่ผู้ประกันตนจะออกจากงาน ว่าผู้ประกันตนมีการนำส่งเงินสมทบครบ 5 เดือนหรือไม่ ถ้าครบตามหลักเกณฑ์ก็ใช้สิทธิกรณีคลอดบุตรได้
คำถามที่ 4: กรณีที่ภรรยาผู้คลอดบุตรไม่ได้ส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม แต่มีสามีส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม แบบนี้ใช้สิทธ์ผู้ประกันตนได้หรือไม่ ?
คำตอบ: สามารถดำเนินการขอสิทธิประกันตนของฝ่ายสามีในการเบิกเงินจากประกันสังคมได้ แต่ทั้งนี้สามีต้องเคยส่งเงินเข้าประกันสังคมตามเงื่อนไขข้างต้น
คำถามที่ 5: กรณีไม่จดทะเบียนสมรส จะเบิกค่าคลอดบุตรโดยใช้สิทธิ์ประกันสังคม ได้หรือไม่ ?
คำตอบ: กรณีสามีไม่ได้แต่งงาน (จดทะเบียน) กับภรรยา แล้วฝ่ายหญิงก็เป็นแม่บ้านและไม่เคยส่งเงินเข้าประกันสังคม แต่ฝ่ายสามีจ่ายเงินเข้ากองทุนอย่างต่อเนื่องก็สามารถใช้สิทธิสามีเบิกแทน ได้ ทางประกันสังคมจะมีแบบฟอร์มเฉพาะสำหรับคนที่อยู่กินด้วยกันแบบเปิดเผยแต่ ไม่จดทะเบียนให้ยื่นขอรับสิทธิ์
ทั้งนี้สามารถดูเอกสาร การเตรียมสำเนาและขั้นตอนการขอรับสิทธิได้จากเว็บไซต์สำหนักงานประกันสังคมได้ที่ http://www.sso.go.th/wpr/category.jsp?cat=869