ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดหากสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 เปิดใช้ในปี 60 จะช่วยกระตุ้นตลาดการค้าชายแดนไทย-เมียนมาร์ให้คึกคักยิ่งขึ้น เผยสินค้าวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์กำลังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคแดนหม่อง
จากบทวิเคราะห์เศรษฐกิจโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยฉบับล่าสุดเผยว่า ไทยยังมีโอกาสที่ดีในการทำธุรกิจการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาร์ แม้ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงชะลอตัว โดยเมียนมาร์นับเป็นประเทศคู่ค้าทางชายแดนที่สำคัญของไทยเป็นอันดับ 2 รองจากมาเลเซีย โดยมีสัดส่วนร้อยละ 21 ของมูลค่าการค้าชายแดนรวม ขณะที่ สปป.ลาวมีสัดส่วนร้อยละ 18 และกัมพูชามีสัดส่วนร้อยละ 12 ตามลำดับ

สำหรับด่านการค้าชายแดนไทย-เมียนมาร์ที่มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุด คือ ด่านแม่สอด จังหวัดตาก คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 68 ของมูลค่าการส่งออกชายแดนไทย-เมียนมาร์ทั้งหมด ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้จังหวัดตากได้รับการจัดตั้งให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษนำร่องในระยะที่ 1 จากทั้งหมด 6 จังหวัด (ตาก สระแก้ว ตราด สงขลา มุกดาหาร และหนองคาย) โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่กว่า 8 แสนไร่ใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่สอด อ.แม่ระมาด และอ.พบพระ
ส่วนสินค้าส่งออกที่สำคัญจากไทยไปยังเมียนมาร์ ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และสินค้าอุปโภคบริโภค ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ และสินค้าเกษตร ซึ่งจากด่านแม่สอดนี้ สามารถขนส่งสินค้าต่อไปยังเมืองสำคัญอื่นๆ ของเมียนมาร์ อาทิ ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเนปิดอว์ ได้ อีกทั้งไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียใต้ เช่น อินเดีย และบังกลาเทศ ได้อีกด้วย
ที่ผ่านมา สินค้าจากประเทศไทยได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวเมียนมาร์มาก เนื่องจากความเชื่อถือด้านคุณภาพ และมาตรฐานการผลิตสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อะไหล่ยานยนต์ เครื่องจักรกลทางการเกษตร และเครื่องสำอาง แม้ว่าราคาจะสูงกว่าสินค้าจากจีน
นอกจากนี้ สินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ยังกำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเมียนมาร์มีแผนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนน และอาคารสำนักงานต่างๆ
สำหรับคู่แข่งของไทยที่น่าจับตา ได้แก่ จีน และเวียดนาม ที่สามารถผลิตสินค้าที่มีราคาที่ถูกกว่า ในขณะที่ชาวเมียนมาร์เองก็ค่อนข้างอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคามาก
นอกจากปัจจัยเรื่องราคาแล้ว ความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในแม่สอด ได้แก่ ปัญหาด้านการขนส่ง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุง โดยหนึ่งในการแก้ไขปัญหาจราจรแออัดบริเวณจุดผ่านแดนแม่สอด คือการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 ที่คาดว่าเปิดใช้งานได้ในปี 2560 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าหากสะพานแห่งนี้เปิดให้บริการ จะทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยผ่านด่านแม่สอดเพิ่มขึ้นทะลุ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2561 จากมูลค่า 6.8 หมื่นล้านบาทในปี 2558
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าไปทำธุรกิจบริเวณจุดผ่านแดนแม่สอดและเมียวดีว่า ควรทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยศึกษาวิถีชีวิตและพฤติกรรมการบริโภค รสนิยม และการเลือกซื้อสินค้าของชาวเมียนมาร์ให้ดี เพื่อจะได้พัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดให้ได้มากที่สุด
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กาญจนา พาหา บรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kanchana@ddproperty.com

