สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้บริหารสมาคมรับสร้างบ้านจากญี่ปุ่น หารือความร่วมมือเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ให้ความสนใจ “HBA Model :โครงการอาชีวศึกษาระบบภาคี” ฝึกจบมีงานทำรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน
นายพิชิต อรุณพัลลภ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA : Home Builder Association) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านได้มีโอกาสต้อนรับคณะกรรมการของของ JTA (Japan Traditionnal Wooden Home Association) ซึ่งเป็นสมาคมเกี่ยวกับการรับสร้างบ้านประเภทไม้(แบบดั้งเดิม) และIforce จากประเทศญี่ปุ่นซึ่งนำโดยมร.คาซึยะ ทามากิ (Mr.Katsuya Tamaki) กรรมการบริหารอาวุโส บริษัท ทามะโฮม จำกัด (Tama Home Co., Ltd. ) ,มร. ชินยะ นิชิดะ (Mr.Shinya Nishida )กรรมการ(Diretor ) ของ JTA (Japan Traditionnal Wooden Home Association) , มร.คิมิโตะ ฮิงูจิ (Mr.Kimito Higuchi) ประธานกรรมการบริหาร (CEO :Chief Executive Officer)Iforce และ มร.ชูเฮ นิชิโมโตะ(Mr.Shuhei Nishimoto)เจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์( CSO:Customer Service Officer)ของ Iforce
การเดินทางมาที่สมาคมฯครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความรู้จักซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลในด้านต่างๆ ทั้งภาพรวมของธุรกิจก่อสร้างในประเทศไทย รวมถึงการดำเนินงานของสมาคมฯ ภายใต้โครงการ HBA MODEL ในการผลักดันการศึกษาให้เกิดขึ้นในชื่อ “โครงการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี” ซึ่งทางญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจสอบถามในรายละเอียดต่างๆ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีรายได้ระหว่างฝึก 9,000 บาทต่อเดือนพร้อมที่พักและสวัสดิการต่างๆ ฝึกจบมีงานทำทันทีการันตีรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน
สำหรับ Iforce เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลประโยชน์ที่รับคนฝึกงาน ซึ่งมีสมาชิกเป็นสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านคือ JTA และกลุ่มอาชีพเกี่ยวกับการก่อสร้าง ซึ่งหนึ่งในสมาชิกคือTama Home Co., Ltd. บริษัทรับสร้างบ้านรายใหญ่อันดับ 10 ของญี่ปุ่น เป็นสมาชิกมีธุรกิจในเครือทั้งการก่อสร้าง การออกแบบทางสถาปัตยกรรม,อสังหาริมทรัพย์และการประกันภัย (Construction, Architectural design, Real estate, and Insurance agency)บูมก่อสร้างรับญี่ปุ่นเจ้าภาพโอลิมปิค TOKYO 2020
ทั้งนี้ ทางญี่ปุ่นมีความสนใจ โมเดลโครงการอาชีวศึกษา ระบบทวิภาคีของสมาคมฯ เรามาก เพราะมองว่าเป็นโครงการที่ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคคลากรด้านแรงงาน ซึ่งญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน และจะยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องการใช้แรงงานอีกจำนวนมากในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย สนามกีฬา และอื่นๆ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในอีก 4 ปีข้างหน้าที่ประเทศญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิค TOKYO 2020(พ.ศ. 2563) ด้วยเหตุนี้ญี่ปุ่นจึงได้ขยายเวลาให้ฝึกงานเป็น 5 ปีจากปกติทำงาน 3 ปีต้องกลับประเทศ
นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังได้เพิ่มสิทธิพิเศษให้แก่ผู้ที่สำเร็จการฝึกงานเทคนิคคนไทยให้สามารถมีสิทธิ์อยู่ต่อในประเทศญี่ปุ่นได้อีก 2 ปีโดยไม่ต้องผ่านการสอบแต่อย่างใด แต่ต้องมีประสบการณ์ที่พำนักอาศัยในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะเกี่ยวกับงานด้านการก่อสร้าง โดยโครงการดังกล่าวเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2558 จนถึงปี2563 ซึ่งสะท้อนภาพว่า ญี่ปุ่นมีความต้องการแรงงานในด้านการก่อสร้างจำนวนมาก และเพื่อรองรับกับความต้องการของตลาดงานก่อสร้างภายในประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น ทั้งสองหน่วยงานคือIforce และ JTA จากญี่ปุ่นได้จัดทำโครงการ “Business Study tour and technical knowledge exchange event in residential construction industry” โดย JTA จะพาสมาชิกที่เป็นบริษัทรับสร้างบ้านจากญี่ปุนจำนวนไม่น้อยกว่า 10 บริษัทเดินทางมาประเทศไทย (จากจำนวนสมาชิกทั้งหมดกว่า 1,000 ราย) ในเดือนกรกฎาคม2559 เพื่อเยี่ยมสถานงานก่อสร้าง และโรงเรียนหรือสถานการศึกษาที่เกี่ยวกับงานก่อสร้างในจังหวัดสมุทรปราการ และสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ส่วนจะเป็นความร่วมมือกันในลักษณะใดบ้างนั้นคงต้องหารือกันในรายละเอียดอีกครั้ง
นับว่าเป็นโอกาสที่ดีในอนาคตที่จะเชื่อมโยงธุรกิจกัน โดยญี่ปุ่นจะมีโครงสร้างธุรกิจเป็นขนาดกลาง และขนาดเล็ก และญี่ปุ่นเอง การปลูกบ้านอยู่อาศัยจะใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ส่วนที่เหลือ 20% จะว่าจ้างผู้รับเหมาทั่วไป ขณะที่ประเทศไทยประมาณ 80%จะว่าจ้างผู้รับเหมาทั่วไปปลูกสร้างบ้านให้ แต่อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ทางสมาคมฯได้มีการจัดเก็บ สัดส่วนการว่าจ้างบริษัทรับสร้างบ้านค่อยๆ มีแนวโน้มขยับเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้บริโภคหันมาว่าจ้างบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น เนื่องจากเชื้อมั่นในคุณภาพและการบริการต่างๆ
อัพเดทข่าวอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี้
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย สิณีวรรณ เทศปัญ กองบรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ sineewan@ddproperty.com