3 คำถามที่เจ้าของร้านค้าออนไลน์ถามบ่อยมากที่สุด

29 มี.ค. 2562

เจ้าของร้านออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และเดินบัญชีผ่านธนาคารเพื่อเตรียมขอสินเชื่อในอนาคต และจัดตั้งเป็นนิติบุคคล

หากพูดถึงวิธีการหารายได้ที่สามารถเริ่มได้ไม่ยากและมีโอกาสทำเงินได้มาก โดยเฉพาะในยุค Social Media แบบนี้คงจะหนีไม่พ้นการขายของออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ใช้เวลาว่างจากงานประจำมาทำอาชีพเสริมด้วยการขายของออนไลน์ แม่บ้านที่ใช้เวลาว่างหลังจากทำงานบ้านหรือเลี้ยงลูกมาสร้างรายได้ หรือแม้แต่คนที่คิดจะทำธุรกิจแบบจริง ๆ จัง ๆ เพื่อเตรียมจัดตั้งเป็นธุรกิจของตัวเองในอนาคต ก็มักจะเริ่มต้นด้วยการขายของออนไลน์

ซึ่งคำถามที่เจ้าของร้านออนไลน์หลายคนสงสัยและถามกันเข้ามาบ่อย ๆ นั้นมี 3 เรื่องด้วยกัน จะมีเรื่องอะไรบ้าง และมีคำตอบในเรื่องนั้น ๆ อย่างไร K-Expert มีข้อมูลมาฝาก

1.ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไหม

Own Bussiness

แค่ขายของออนไลน์หลายคนบอกว่าไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ เพราะไม่อยากไปทำเรื่องให้ยุ่งยาก แต่จริง ๆ แล้วการขายของออนไลน์จำเป็นต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย เพราะหากเราละเลยหรือลืมจด ตาม พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ.2499 จะต้องจ่ายค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และมีค่าปรับรายวันอีกวันละไม่เกิน 100 บาท

สำหรับการจดทะเบียนพาณิชย์นั้นมี 2 ประเภทด้วยกัน

  • หากเราเปิดร้านค้าแบบมีหน้าร้าน ก็จดทะเบียนพาณิชย์ทั่วไป
  • ถ้าเป็นการขายของออนไลน์ ไม่ได้มีหน้าร้าน ก็จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ คนที่อยู่กรุงเทพฯ สามารถไปจดได้ที่สำนักงานเขต หรือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักการคลัง ส่วนคนที่อยู่ต่างจังหวัดก็สามารถไปจดได้ที่เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หรือเมืองพัทยา โดยมีค่าคำขอจดทะเบียนเพียงแค่ 50 บาท ซึ่งจ่ายครั้งเดียวตอนขอเท่านั้น และไม่มีค่าใช้จ่ายรายปีแต่อย่างใด ทั้งนี้ การที่เราไปจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นการแสดงถึงความตั้งใจในการทำอาชีพนี้ ซึ่งทำให้ลูกค้าและคู่ค้าของเราไว้วางใจเรามากขึ้นอีกด้วย

2.ควรจดเป็นนิติบุคคลเมื่อไร

Freelancer

ก่อนอื่นเจ้าของร้านออนไลน์ควรตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าจะจัดตั้งเป็นนิติบุคคลไปเพื่ออะไร เพราะสามารถขายในนามบุคคลธรรมดาไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องมีกฎเกณฑ์มาควบคุมมากนัก งบการเงินก็ไม่ต้องทำ การยื่นภาษีก็ไม่ยุ่งยาก แทบจะไม่ต้องใช้เอกสารหลักฐานใด ๆ เลย เรียกว่ามีความคล่องตัวมากกว่า

แต่หากเราขายไปเรื่อย ๆ จนมียอดขายในระดับหนึ่งแล้วก็จะเริ่มมีข้อจำกัด เช่น เริ่มเสียภาษีในฐานที่สูงขึ้น เพราะบุคคลธรรมดาใช้อัตราภาษีแบบก้าวหน้าซึ่งอยู่ที่ 5-35% ในขณะที่นิติบุคคลมีอัตราภาษีสูงสุดอยู่ที่ 20% หรือมีข้อจำกัดด้านความน่าเชื่อถือเพราะต้องสั่งซื้อสินค้ามากๆ หรือมีการนำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงต้องการขยายกิจการให้โตขึ้นจากปัจจุบัน เพื่อช่วยลดข้อจำกัดเหล่านี้ เราจึงควรเริ่มศึกษาเรื่องการจัดตั้งนิติบุคคล

สำหรับนิติบุคคลมีหลายรูปแบบด้วยกัน โดยรูปแบบหลัก ๆ ที่เจอจะมีอยู่ 2 รูปแบบคือ

  • ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ซึ่งเป็นการบริหารกิจการที่ใกล้เคียงกับการทำงานด้วยตัวคนเดียวมากที่สุด แต่ต้องมีการทำบัญชีงบการเงิน มีการตรวจสอบและรับรองงบการเงินด้วย ซึ่งนอกจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีเรื่องเอกสารต่าง ๆ ทั้งรายรับและรายจ่าย เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ต้องมีหลักฐานเพื่อสามารถลงตัวเลขในงบการเงินได้
  • บริษัทจำกัด (บจก.) ถือเป็นนิติบุคคลที่มีโครงสร้างมากขึ้น คือมีทั้งผู้ถือหุ้น และกรรมการบริษัท ซึ่งนอกจากการทำบัญชีงบการเงิน และสอบบัญชีแล้ว ยังต้องมีการทำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ใบหุ้น และมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นด้วย ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขหรือมีกฎหมายอื่นที่ต้องปฏิบัติตามด้วย เช่น การทำบัญชี การยื่นภาษีที่ต่างไปจากบุคคลธรรมดา รวมถึงหากจะเลิกกิจการก็จะมีขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยากอยู่เหมือนกัน ดังนั้น หากคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง หรือถึงจุดที่คิดว่าจะต้องลาออกจากงานประจำมาทำอาชีพขายของออนไลน์แบบเต็มตัวแล้วล่ะก็ การจัดตั้งนิติบุคคลก็เป็นสิ่งที่เราควรทำเป็นอย่างยิ่ง

3.อนาคตจะขอสินเชื่อ ควรเตรียมตัวอย่างไร

Calculator

แน่นอนว่าหากเราสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างต่อเนื่อง อนาคตถ้าจะขอสินเชื่อกับธนาคารก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินเอื้อมอีกต่อไป ซึ่งการที่ธนาคารจะให้สินเชื่อกับกิจการหรือไม่นั้น ธนาคารจะพิจารณาว่า กิจการสามารถชำระคืนเงินกู้ได้หรือไม่ โดยหลัก ๆ จะดู 2 เรื่องด้วยกันคือ

  • ประสบการณ์ โดยดูว่าดำเนินกิจการมานานแค่ไหนแล้ว ซึ่งสามารถอ้างอิงได้จากทะเบียนพาณิชย์หรือการจัดตั้งเป็นนิติบุคคล โดยปกติหากเราดำเนินกิจการมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี ก็พอจะมั่นใจได้ว่าสามารถดำเนินกิจการไปได้อย่างต่อเนื่อง
  • กำไรของกิจการ โดยดูว่ากิจการมีกำไรเพียงพอในการชำระหนี้ไหม ซึ่งสามารถอ้างอิงได้จากเงินที่เข้าออกผ่านบัญชีธนาคาร หลายกิจการมีกำไรเยอะ แต่รับและจ่ายเป็นเงินสด เมื่อมาขอสินเชื่อ ทางธนาคารจะไม่มีทางรู้เลยว่าที่ผ่านมากิจการมีกำไรมากน้อยแค่ไหน

ดังนั้น กิจการควรรับรายได้ผ่านบัญชีธนาคาร และเมื่อจะใช้จ่ายจึงค่อยถอนเงินออกไป หากเราสามารถเดินบัญชีได้อย่างน้อย 1 ปี ก็พอจะนำไปใช้อ้างอิงกับธนาคารได้ว่า มีกำไรเฉลี่ยเดือนละเท่าไร ทั้งนี้ สำหรับนิติบุคคล ชื่อบัญชีธนาคารควรเป็นชื่อนิติบุคคลด้วย เพื่อเป็นการยืนยันว่าบัญชีดังกล่าวสะท้อนรายได้หรือกำไรของกิจการอย่างแท้จริง

เชื่อว่าเจ้าของร้านออนไลน์คงได้คำตอบจากเรื่องที่สงสัยกันแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มต้นขายของออนไลน์ อยากให้ศึกษาและลงมือทำอย่างจริงจัง โดยทำให้ถูกต้อง มีความซื่อสัตย์และจริงใจกับลูกค้า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และทำให้ร้านค้าของเราเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง

เพิ่มเติมความรู้ คู่มือซื้อ ขาย เช่าบ้าน-คอนโดฯ พร้อมส่งตรงถึงอีเมล์ของคุณฟรี สมัครได้ที่นี่ และสามารถเลือกชม โครงการใหม่ พร้อม รีวิวโครงการคอนโดใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคาได้เช่นกัน

เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย ราชันย์ ตันติจินดา CFP® และ สุวิมล ยิ่งเจริญรุ่งโรจน์ AFPT K-Expert ฝ่ายพัฒนาการให้คำปรึกษาลูกค้า ธนาคารกสิกรไทย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษาวางแผนเพิ่มเติม สามารถปรึกษากับ K-Expert ธนาคารกสิกรไทย ได้ที่ K-Expert@kasikornbank.com

เขียนความเห็น

ข่าว-บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ

ผู้บริโภคยังมองตลาดอสังหาฯ เป็นบวก หวังรัฐออกนโยบายเอื้อคนอยากมีบ้าน

จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ (DDproperty Consume

อ่านต่อ25 มี.ค. 2562

กูรูแนะ 5 ปัจจัยกุมชะตาอสังหาฯ ปี 62

ที่อยู่อาศัย เป็นหนึ่งในปัจจัย 4 จึงยังมีเรียลดีมานด์ต่อเนื่อง ขับเคลื

อ่านต่อ26 มี.ค. 2562

อสังหาฯ ปรับกลยุทธ์ดึงพันธมิตรสยายปีกความแข็งแกร่ง

จากปัจจัยท้าทายหลายด้าน ทั้งมาตรการรัฐ สภาพเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเท

อ่านต่อ26 มี.ค. 2562