สัญญาเช่าที่ดินรายปี เป็นรูปแบบการเช่าที่เจ้าของที่ดินและผู้เช่าสามารถตกลงระยะเวลาและเงื่อนไขการเช่ากันได้ โดยควรระบุรายละเอียดสำคัญ เช่น ระยะเวลาการเช่า ค่าเช่า เงินมัดจำ วัตถุประสงค์ในการใช้ที่ดิน และเงื่อนไขการต่อสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนลงนาม
สำหรับการเช่าที่ดิน หากกำหนดระยะเวลาเช่าไม่เกิน 3 ปี สามารถทำสัญญาระหว่างผู้ให้เช่าและผู้เช่าได้โดยไม่ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน แต่หากเช่าเกิน 3 ปี ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะสามารถบังคับตามระยะเวลาที่เกิน 3 ปีได้ ดังนั้น ก่อนทำ สัญญาเช่าที่ดินรายปี ควรรู้ข้อแตกต่างและรายละเอียดที่ต้องระบุในสัญญาให้ครบถ้วน
อ่านหัวข้อที่คุณสนใจ
- สัญญาเช่าที่ดิน คืออะไร
- หนังสือสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวคืออะไร
- หนังสือสัญญาเช่าที่ดินระยะสั้นคืออะไร
- ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเช่าช่วง
- ตัวอย่างการร่างหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน
สัญญาเช่าที่ดิน คืออะไร
สัญญาเช่าที่ดิน คือ สัญญาทางกฎหมายที่เจ้าของที่ดิน หรือผู้ให้เช่า ตกลงให้ผู้อื่นหรือผู้เช่า ได้ใช้ประโยชน์หรือครอบครองที่ดินชั่วคราว โดยมีการแลกเปลี่ยนกับค่าเช่าและเงื่อนไขตามที่ตกลงกัน โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักคือ สัญญาเช่าระยะสั้น (ระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี) และสัญญาเช่าระยะยาว (ระยะเวลาเกิน 3 ปีขึ้นไป)
สัญญาเช่าที่ดินรายปี ทำได้กี่ปี
สัญญาเช่าที่ดินรายปี สามารถกำหนดระยะเวลาเช่าเป็นรายปีได้ตามที่ผู้ให้เช่าและผู้เช่าตกลงกัน เช่น 1 ปี 2 ปี หรือ 3 ปี โดยควรระบุวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของสัญญาให้ชัดเจน รวมถึงเงื่อนไขการต่อสัญญาหากต้องการเช่าต่อหลังครบกำหนด
สำหรับการเช่าที่ดิน หากกำหนดระยะเวลาเช่าไม่เกิน 3 ปี กฎหมายไม่ได้บังคับให้จดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คู่สัญญาสามารถทำสัญญาเช่าระหว่างกันได้ โดยควรจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรและลงลายมือชื่อของทั้งสองฝ่ายให้เรียบร้อย
แต่หากต้องการเช่าที่ดินเป็นระยะเวลานานกว่า 3 ปี ควรดำเนินการจดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้สิทธิการเช่าที่เกิน 3 ปีมีผลตามกฎหมาย ทั้งนี้ การเช่าอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไปมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาการเช่าตามกฎหมาย จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขให้เหมาะสมกับกรณีของตนเองก่อนทำสัญญา
ดังนั้น ก่อนทำสัญญาเช่าที่ดินรายปี ควรตกลงกันให้ชัดเจนทั้งระยะเวลา ค่าเช่า เงินมัดจำ วัตถุประสงค์การใช้ที่ดิน และเงื่อนไขการต่อสัญญา เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
สัญญาเช่าที่ดินระยะยาว คืออะไร
สัญญาเช่าที่ดินระยะยาว เป็นหนังสือสัญญาสำหรับการเช่าเกินกว่า 3 ปี ซึ่งผู้ให้เช่าและผู้เช่าจะต้องจดทะเบียนสัญญาเช่า ณ สำนักงานที่ดินในเขตที่ที่ดินนั้น ๆ ตั้งอยู่ โดยมีประเภทของสัญญาที่แยกย่อยลงไปอีก ได้แก่
1. สัญญาเช่าธรรมดา
– สัญญาที่มีลักษณะเหมือนสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปที่ผู้เช่าเสียแค่ค่าเช่า (ค่าตอบแทน) ต่อผู้ให้เช่า
– ผู้เช่าไม่สามารถถ่ายโอนสิทธิในการเช่าได้ เช่น หากผู้เช่าเสียชีวิตในช่วงเวลาที่ยังอยู่ในสัญญา สัญญานั้นก็ถือเป็นที่สิ้นสุด ไม่สามารถส่งภาระต่อถึงทายาทได้
– ในกรณีที่ต้องฟ้องร้องกัน ผู้ที่ประสงค์จะฟ้องร้องต้องมีเอกสารสัญญาเช่าที่ชัดเจนถึงจะดำเนินการได้ เช่น เจ้าของตึกจะฟ้องร้องเอาความผิดหรือค่าเสียหายจากผู้เช่าได้ก็ต่อเมื่อมีหนังสือสัญญาเช่าที่ทำ ณ สำนักงานที่ดินเท่านั้น
– ในกรณีที่ฟ้องร้องกัน หากทำสัญญาเช่าที่ดิน 3 ปี ก็จะต้องฟ้องร้องภายใน 3 ปี
2. สัญญาเช่าต่างตอบแทน
– สัญญาที่ผู้เช่าจะต้องเสียค่าตอบแทนอย่างอื่นตามที่ตกลงกับผู้ให้เช่า นอกเหนือจากค่าเช่า
– ผู้เช่าสามารถถ่ายโอนสัญญาเช่าไปยังทายาทได้ ในกรณีที่ผู้เช่าเสียชีวิตในช่วงที่ยังอยู่ในสัญญา ทายาทจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเช่าในเวลาที่เหลือ
– ในกรณีที่มีการปลูกสร้างอาคารบนพื้นที่เช่า ผู้เช่าจะต้องเสียค่าก่อสร้าง และอาคารที่สร้างเสร็จแล้วก็จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่า
– ในกรณีที่อาคารเช่ามีสภาพชำรุด ผู้เช่าจะต้องปรับปรุงต่อเติมเอง โดยที่กรรมสิทธิ์ของการปรับปรุงหรือต่อเติมนั้นจะตกเป็นของผู้ให้เช่า
สัญญาเช่าธรรมดา VS สัญญาเช่าต่างตอบแทน
| สัญญาเช่าธรรมดา | สัญญาเช่าต่างตอบแทน |
| จ่ายค่าเช่าต่อผู้เช่า | จ่ายค่าตอบแทน นอกเหนือจากค่าเช่า |
| โอนสิทธิ์การเช่าไม่ได้ | โอนสิทธิ์การเช่าไปยังทายาทได้ |
| ฟ้องร้องได้ หากมีการทำหนังสือสัญญาเช่าชัดเจน | สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่า |
| ระยะเวลาฟ้องร้องภายใน 3 ปี | การปรับปรุงต่อเติมเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่า |
วิธีจัดการเมื่อผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า
วิธีจัดการเมื่อผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า ผู้ให้เช่าสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง ดูได้ที่นี่
สัญญาเช่าที่ดินระยะสั้น คืออะไร
สัญญาเช่าที่ดินระยะสั้น เป็นหนังสือสัญญาสำหรับการเช่าที่ดินไม่เกิน 3 ปี ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปทำสัญญาที่สำนักงานที่ดินและมีลักษณะสำคัญดังนี้
1. ผู้ให้เช่าและผู้เช่าสามารถทำสัญญาเช่าที่ดินระหว่างกันเองได้
2. ระบุรายละเอียดของ “ผู้เช่า” และ “ผู้ให้เช่า” ให้ชัดเจน
3. ระบุค่าตอบแทน หรือ “ค่าเช่า” ให้ชัดเจน
4. ระบุช่วงเวลาการเช่าให้ชัดเจน ตั้งแต่วันเริ่มต้นจนถึงวันสิ้นสุด
5. ระบุเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ตกลงกันไว้
6. ลงลายมือชื่อของทั้งสองฝ่ายให้เรียบร้อย
รายละเอียดสัญญาเช่าทรัพย์ที่คุณควรรู้
สัญญาเช่าทรัพย์ รายละเอียดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 มีอะไรบ้าง ดูได้ที่นี่

สัญญาเช่าที่ดินรายปี ต้องจดทะเบียนไหม
สัญญาเช่าที่ดินรายปีไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนทุกกรณี โดยต้องพิจารณาจากระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาเป็นหลัก หากเป็นการเช่าที่มีกำหนดเวลาไม่เกิน 3 ปี กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องจดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดิน
แต่หากกำหนดระยะเวลาการเช่า เกิน 3 ปี การจดทะเบียนมีความสำคัญ เพราะหากไม่ได้จดทะเบียน การเช่าจะไม่สามารถบังคับตามระยะเวลาที่เกิน 3 ปีได้ ดังนั้น หากผู้ให้เช่าและผู้เช่าต้องการทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาว ควรดำเนินการจดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดินเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเช่าช่วง
การเช่าช่วงคืออะไร การเช่าช่วงเป็นการที่ผู้เช่านำอสังหาริมทรัพย์ที่ตนเองเช่าอยู่นั้นไปให้ผู้อื่น (บุคคลที่ 3) เช่าต่ออีกทอดหนึ่ง โดยต้องจัดทำสัญญาตกลงกันระหว่างผู้เช่า (ที่นำเอาอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ มาปล่อยเช่าต่อ) และบุคคลที่สาม
DDproperty Tip
ไม่ว่าจะปล่อยเช่าที่ดินระยะสั้นและระยะยาว ผู้ให้เช่าควรตกลงกับผู้เช่าให้เรียบร้อยก่อนว่าจะอนุญาตให้เช่าช่วงได้หรือไม่ และควรระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในหนังสือสัญญาเช่าที่ดินด้วย เพื่อป้องกันการเช่าช่วงโดยมิชอบ
ตัวอย่างการร่างหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน
ต้องจัดทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินขึ้นมาสองฉบับสำหรับผู้เช่าและผู้ให้เช่า โดยทั้งสองฉบับนั้นจะต้องมีเนื้อหาเหมือนกันทั้งหมด และควรจะมีข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ระบุในหนังสือสัญญาเช่าที่ดินด้วย
1. วันที่ทำสัญญา
2. สถานที่ทำสัญญา
3. ข้อมูลชื่อและที่อยู่ของผู้เช่า
4. ข้อมูลชื่อและที่อยู่ของผู้ให้เช่า
5. ข้อตกลงการเช่า
– ข้อมูลของอสังหาริมทรัพย์ที่ให้เช่า ได้แก่ ที่อยู่ จำนวนพื้นที่ เลขที่โฉนด วัตถุประสงค์ในการเช่า และกิจกรรมที่จะกระทำในสถานที่เช่า
– ระยะเวลาที่ตกลงเช่า
– เงินมัดจำล่วงหน้า พร้อมระบุจำนวน วิธีชำระเงิน และกำหนดการชำระเงิน
– อัตราค่าเช่าและการชำระค่าเช่า ได้แก่ ผ่านทางธนาคาร การวางเช็ค หรือเงินสด
– ผู้เช่าตกลงจะจ่ายค่าภาษีที่ดินให้แก่ผู้เช่า
– ผู้เช่าตกลงว่าจะไม่ใช้ที่ดินทำการอื่นนอกเหนือจากที่ระบุในหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้ให้เช่า
– ผู้เช่าตกลงว่าจะไม่เช่าช่วงที่ดินที่เช่า เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้ให้เช่า
– ผู้เช่าตกลงจะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ให้เช่าหรือตัวแทนผู้ให้เช่าเมื่อมาตรวจที่ดินตามระยะเวลาที่กำหนด
– หากผู้ให้เช่าขายที่ดินก่อนที่สัญญาเช่าจะสิ้นสุด ผู้ให้เช่าจะต้องแจ้งต่อผู้เช่าล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กำหนด
– หากผู้เช่าไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง ผู้ให้เช่ามีสิทธิ์บอกกล่าวให้ผู้เช่าปฏิบัติตาม หรือบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายตามสมควรได้
– หากผู้เช่ามีเหตุต้องออกจากที่ดินให้เช่าไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ผู้เช่าไม่สามารถเรียกค่าเสียหายหรือค่ารื้อถอนสิ่งก่อสร้างจากผู้ให้เช่าได้
– ในวันที่ทำสัญญาเช่าที่ดิน ผู้เช่าได้ตรวจตราที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) แล้วว่ามีสภาพสมบูรณ์ต่อการเช่า และได้รับการส่งมอบที่ดินให้แก่ผู้เช่าอย่างเรียบร้อย
6. ลงลายมือชื่อของผู้เช่าและผู้ให้เช่า
สัญญาเช่าที่ดิน
ตัวอย่างหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน
การทำสัญญาเช่าที่ดินนั้นจะต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ เพราะหากมีปัญหาหรือข้อขัดแย้งใดเกิดขึ้น หนังสือสัญญาที่ทำขึ้นมานี้จะเป็นเอกสารสำคัญในการยืนยันในชั้นศาล ฉะนั้นไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็ตาม คุณต้องระบุข้อตกลงทั้งหมดในสัญญาเช่าที่ดินให้ชัดเจนและรัดกุมเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันและทราบอย่างชัดเจนว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น DDproperty by PropertyGuru ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท ออลพร็อพเพอร์ตี้ มีเดีย จำกัด ไม่สามารถรับรองหรือรับประกันเกี่ยวกับข้อมูล รวมทั้งไม่สามารถรับรองหรือรับประกันใด ๆ เกี่ยวกับความเหมาะสม สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะใด ๆ ของข้อมูล ตามขอบเขตสูงสุดที่กฎหมายอนุญาต แม้ว่าเราได้พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ให้ไว้ในบทความนี้ถูกต้อง เชื่อถือได้ และครบถ้วน ณ เวลาที่เขียน แต่ข้อมูลที่ให้ไว้ในบทความนี้ไม่ควรนำไปใช้ในการตัดสินใจทางการเงิน, การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือทางกฎหมายทันที ผู้อ่านไม่ควรใช้ข้อมูลในบทความ แทนคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมซึ่งสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงและสถานการณ์ส่วนตัวของคุณได้ ทั้งนี้ เราไม่สามารถรับผิดชอบใด ๆ หากคุณเลือกที่จะนำข้อมูลไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจ




