กฎหมายคุ้มครองผู้เช่าบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเช่าบ้าน เช่าทาวน์เฮ้าส์ เช่าคอนโด หรือแม้กระทั่งการ เช่าอพาร์ทเมนท์ เป็นเรื่องที่ทั้งผู้เช่าและผู้ให้เช่าควรรู้ เพราะแม้ผู้เช่าจะค้างหรือไม่จ่ายค่าเช่า ผู้ให้เช่าก็ไม่ควรใช้วิธีบังคับผู้เช่าออกจากบ้านหรือห้องเช่าโดยพลการ เช่น ล็อกห้อง ยึดทรัพย์ หรือตัดน้ำตัดไฟ แต่ควรดำเนินการเรื่องการผิดนัด บอกเลิกสัญญา และเรียกคืนทรัพย์ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
มาดูกันว่า กฎหมายคุ้มครองผู้เช่าบ้านมีหลักสำคัญอะไรบ้าง 5 สิ่งที่ผู้ให้เช่าไม่ควรทำมีอะไร และหากผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า ผู้ให้เช่าควรดำเนินการอย่างไร
อ่านหัวข้อที่คุณสนใจ
- กฎหมายคุ้มครองผู้เช่าบ้าน คืออะไร
- ผู้เช่าค้างค่าเช่า เจ้าของควรทำอย่างไร
- ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของล็อกห้องได้ไหม
- ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของยึดของในห้องได้ไหม
- ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของตัดน้ำตัดไฟได้ไหม
- ผู้เช่าค้างค่าเช่า หักเงินประกันได้ไหม
- ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้
กฎหมายคุ้มครองผู้เช่าบ้าน คืออะไร
กฎหมายคุ้มครองผู้เช่าบ้านไม่ได้หมายถึงกฎหมายฉบับเดียว แต่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายส่วน เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการเช่าทรัพย์ รวมถึงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและประกาศเกี่ยวกับธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยในกรณีที่ผู้ให้เช่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
กฎหมายเหล่านี้กำหนดทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าและผู้ให้เช่า เช่น การชำระค่าเช่า การใช้และดูแลทรัพย์ การบอกเลิกสัญญา เงินประกัน ตลอดจนข้อกำหนดหรือข้อห้ามบางประการสำหรับธุรกิจให้เช่าที่อยู่อาศัย
ดังนั้น แม้ผู้เช่าจะผิดนัดหรือค้างค่าเช่า ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ให้เช่าสามารถใช้วิธีใดก็ได้เพื่อบังคับให้ชำระเงินหรือย้ายออก แต่ควรดำเนินการตามสิทธิและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
ผู้เช่าค้างค่าเช่า เจ้าของควรทำอย่างไร
กฎหมายคุ้มครองผู้เช่าบ้าน หากผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่าตามกำหนด ผู้ให้เช่าควรดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนและเก็บหลักฐานทุกครั้ง
1. ตรวจสอบวันครบกำหนดชำระ
ดูจากสัญญาว่าผู้เช่าต้องชำระค่าเช่าวันใด และมียอดค้างเท่าไร
2. แจ้งยอดค้างชำระเป็นลายลักษณ์อักษร
ระบุค่าเช่าที่ค้าง งวดที่ค้าง และกำหนดให้ชำระอย่างชัดเจน พร้อมเก็บหลักฐานการส่ง
3. บอกกล่าวตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
กรณีที่ค่าเช่ากำหนดชำระเป็นรายเดือนหรือระยะยาวกว่านั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดหลักเกี่ยวกับการบอกกล่าวและระยะเวลาชำระไว้โดยเฉพาะ
4. บอกเลิกสัญญาเมื่อมีสิทธิตามกฎหมาย
หากผู้เช่าไม่ชำระภายในกำหนด ผู้ให้เช่าจึงพิจารณาใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามเงื่อนไขที่ใช้กับกรณีนั้น
5. เรียกให้ส่งคืนทรัพย์ที่เช่า
เมื่อสัญญาสิ้นสุด ควรแจ้งให้ผู้เช่าส่งคืนบ้านหรือห้องตามขั้นตอน
6. ดำเนินการทางกฎหมายหากผู้เช่าไม่ยอมออก
หากผู้เช่ายังครอบครองทรัพย์ต่อ ผู้ให้เช่าไม่ควรใช้วิธีล็อกห้อง ยึดของ หรือตัดสาธารณูปโภคเพื่อบังคับให้ออก แต่ควรใช้กระบวนการทางกฎหมายที่เหมาะสม

ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของล็อกห้องได้ไหม
กฎหมายคุ้มครองผู้เช่าบ้าน ผู้ให้เช่าไม่ควรเปลี่ยนกุญแจ ล็อกประตู หรือปิดกั้นไม่ให้ผู้เช่าเข้าใช้ทรัพย์ที่เช่าเพื่อบังคับให้ผู้เช่าชำระค่าเช่าหรือย้ายออก
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยที่อยู่ภายใต้ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 กฎหมายกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับการปิดกั้นหรือขัดขวางไม่ให้ผู้เช่าเข้าใช้ประโยชน์ในอาคารไว้อย่างชัดเจน
หากผู้เช่าผิดนัด ผู้ให้เช่าควรใช้สิทธิเรียกค่าเช่า บอกเลิกสัญญา และดำเนินการให้ผู้เช่าส่งคืนทรัพย์ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แทนการบังคับให้ออกจากที่เช่าด้วยตนเอง
กฎหมายควบคุมสัญญาเช่าฉบับปี 2568
กฎหมายควบคุมสัญญาเช่าฉบับปี 2568 แตกต่างจากกฎหมายเดิมอย่างไร
ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของยึดของในห้องได้ไหม
ผู้ให้เช่าไม่ควรเข้าไปยึด ขนย้าย หรือนำทรัพย์สินของผู้เช่าออกจากห้องเองเพื่อใช้เป็นหลักประกันหรือบังคับให้ชำระค่าเช่า
สำหรับธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยที่อยู่ภายใต้ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 มีข้อห้ามเกี่ยวกับการกำหนดสิทธิให้ผู้ประกอบธุรกิจยึดหรือขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าเมื่อผู้เช่าผิดนัดไว้โดยเฉพาะ
หากต้องการเรียกค่าเช่าค้างชำระหรือใช้สิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เช่า ควรดำเนินการตามสิทธิและกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ไม่ควรนำทรัพย์ของผู้เช่าไปขาย ทิ้ง หรือครอบครองเองโดยพลการ
ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของตัดน้ำตัดไฟได้ไหม
ผู้ให้เช่าไม่ควรใช้การตัดน้ำ ตัดไฟ หรือระงับสาธารณูปโภคเป็นวิธีบังคับให้ผู้เช่าชำระค่าเช่าหรือย้ายออก
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยที่อยู่ภายใต้ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 มีข้อห้ามเกี่ยวกับการกำหนดสิทธิให้ผู้ประกอบธุรกิจปิดกั้นผู้เช่าไม่ให้ใช้บริการสาธารณูปโภคหรือระงับบริการดังกล่าว
หากผู้เช่าค้างค่าเช่า ผู้ให้เช่าควรดำเนินการเรื่องการผิดนัดและการบอกเลิกสัญญาตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แทนการใช้สาธารณูปโภคเป็นเครื่องมือบังคับผู้เช่า
ผู้เช่าค้างค่าเช่า หักเงินประกันได้ไหม
กฎหมายคุ้มครองผู้เช่าบ้าน การหักเงินประกันต้องพิจารณาตามสัญญา ความเสียหายหรือหนี้ที่เกิดขึ้นจริง และกฎหมายที่ใช้บังคับ ไม่ควรถือว่าเมื่อผู้เช่าผิดนัดแล้ว ผู้ให้เช่าสามารถริบเงินประกันทั้งหมดได้โดยอัตโนมัติ
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยที่อยู่ภายใต้ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเงินประกัน ค่าเช่าล่วงหน้า และการคืนเงินประกันที่ประกาศกำหนดด้วย
ผู้ให้เช่าจึงควรจัดทำหลักฐานยอดค้างชำระ ค่าใช้จ่าย และความเสียหายที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนก่อนหักเงินประกัน
ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้
| การดำเนินการ | แนวทาง |
|---|---|
| แจ้งให้ชำระค่าเช่าค้าง | ทำได้ โดยควรมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร |
| เรียกค่าเช่าค้าง | ทำได้ตามสิทธิในสัญญาและกฎหมาย |
| บอกเลิกสัญญา | ทำได้เมื่อเข้าเงื่อนไขและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด |
| เรียกให้ผู้เช่าส่งคืนห้อง | ทำได้เมื่อสิทธิการเช่าสิ้นสุด |
| เปลี่ยนกุญแจไม่ให้เข้าห้อง | ไม่ควรใช้เป็นวิธีบังคับผู้เช่าออก |
| เข้าไปในห้องโดยพลการ | ไม่ควรทำหากไม่มีสิทธิหรือเหตุอันสมควร |
| ยึดหรือขนทรัพย์ผู้เช่าออกเอง | ไม่ควรใช้เป็นวิธีบังคับชำระหนี้ |
| ตัดน้ำหรือตัดไฟเพื่อบังคับให้ออก | ไม่ควรทำ |
| ริบเงินประกันทั้งหมดทันที | ไม่ควรทำโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาสิทธิและยอดที่เกี่ยวข้อง |
| ดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าเช่าและคืนทรัพย์ | สามารถดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายได้ |
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น DDproperty by PropertyGuru ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท ออลพร็อพเพอร์ตี้ มีเดีย จำกัด ไม่สามารถรับรองหรือรับประกันเกี่ยวกับข้อมูล รวมทั้งไม่สามารถรับรองหรือรับประกันใด ๆ เกี่ยวกับความเหมาะสม สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะใด ๆ ของข้อมูล ตามขอบเขตสูงสุดที่กฎหมายอนุญาต แม้ว่าเราได้พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ให้ไว้ในบทความนี้ถูกต้อง เชื่อถือได้ และครบถ้วน ณ เวลาที่เขียน แต่ข้อมูลที่ให้ไว้ในบทความนี้ไม่ควรนำไปใช้ในการตัดสินใจทางการเงิน, การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือทางกฎหมายทันที ผู้อ่านไม่ควรใช้ข้อมูลในบทความ แทนคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมซึ่งสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงและสถานการณ์ส่วนตัวของคุณได้ ทั้งนี้ เราไม่สามารถรับผิดชอบใด ๆ หากคุณเลือกที่จะนำข้อมูลไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจ



