หลังกูรูเรื่องน้ำ กับภัยพิบัติธรรมชาติ เรียงหน้ากันออกมาเตือนว่า ปี 2555 ฝนจะมาเร็ว น้ำจะยังคงมากอยู่ และยังไงซะปีนี้ก็ท่วมแน่ ทำเอาหลายคนที่ผ่านประสบการณ์บ้านน้ำท่วม ปี 54 และตั้งใจจะปรับปรุง ซ่อมแซม จนกระทั่งถึงสร้างใหม่ อาจจะชะงักแผน เพราะไม่แน่ใจว่า ถ้าซ่อม สร้าง เสร็จทันก่อนหน้าน้ำจะมาปีนี้หรือไม่
แต่ไม่ว่าจะตัดสินใจ ซ่อมสร้าง ในเร็ววัน หรือ ทอดเวลาออกไปรอน้ำท่วมปีนี้ให้เสร็จซะก่อน ยังไงก็คงต้องปรับซ่อม สร้างเสริมกันอยู่ดี เพื่อไม่ให้บ้านอันเป็นวิมานสุดรัก ต้องเผชิญกับความเสียหายซ้ำซากทุกปี
แนวทางรับมือกับน้ำท่วมบ้าน หลายคนก็คงคิดถึงการถมสูง การถมที่ดินให้สูงขึ้น จากมาตรฐานปกติที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอีก 1-1.5 เมตร หรืออาจจะให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดในครั้งที่ผ่านมา เป็นเกณฑ์ นั่นหมายถึงเราจะเห็นบ้านใหม่ๆ หรือแม้แต่โครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ สูงจากถนนขึ้นไปอีก แต่ในอีกมุมหนึ่งนี่อาจจะเป็นปัญหาใหม่ในระยะยาว โดยเฉพาะกับชุมชนข้างเคียง
เตือนถมที่หนีน้ำ ปัญหาชุมชนใกล้เคียง
ตัวอย่างการสร้างถนนเส้นทางใหม่ๆ ที่ถมสูงขึ้นกว่าบ้านเรือนประชาชน เมื่อเกิดน้ำท่วม ถนนไม่ท่วม แต่บ้านเรือนประชาชนกลายเป็นพื้นที่รับน้ำแทน
กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย บอกว่า ถ้าโครงการใหม่ๆ ทุกโครงการ ต่างสร้างให้อยู่ในพื้นที่ที่สูงขึ้น ชุมชนรอบข้างก็จะกลายเป็นพื้นที่รับน้ำ และจะเกิดปัญหาขัดแย้งขึ้นได้
สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการอยากเห็น ก็คือ แผนงานจัดการน้ำท่วมระยะยาวที่ชัดเจนของรัฐบาล ก็อาจจะไม่ต้องกระหน่ำถมดินให้สูงเกินความจำเป็น
เช่นเดียวกับ อิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร บอกว่า ถ้าห้ามไม่ให้ประชาชนถมที่ดินสูงขึ้น รัฐก็ต้องมีแผนในการป้องกันน้ำที่ดี เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่า ไม่จำเป็นต้องถมสูงมากขึ้น ก็จะปลอดภัยจากน้ำท่วมในอนาคต
ซึ่งการถมที่ดินต่างๆ ปัจจุบันกฎหมาย ไม่ได้ระบุตายตัวว่าห้ามสูงเกินเท่าไร เพียงแต่ต้องมีการขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543 ซึ่งแนวทางที่เหมาะสมอาจใช้วิธีการถมที่ดินในระดับหนึ่ง ไม่ให้สูงขึ้นมาก แต่ทำกำแพงกั้นน้ำ และรั้วรอบโครงการที่มิดชิดให้ปลอดภัยกับผู้อยู่อาศัย และกระทบกับชุมชนข้างเคียงน้อยที่สุด
ปลูกบ้านตามภูมิปัญญาไทย
เมื่อการถมที่สูงอาจจะหนีปัญหาน้ำท่วมได้ แต่อาจก่อปัญหาใหม่ ลองเปลี่ยนวิธีคิดไปที่ภูมิปัญญาปลูกบ้านแบบไทยๆในอดีต ด้วยการ สร้างบ้านยกใต้ถุนสูง ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ที่อาจจะหนีปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ แต่อย่างน้อยน้ำที่ท่วมก็ไม่มีทางเข้าบ้านได้
บ้านยกใต้ถุนสูง ภูมิปัญญาคนไทยสร้างบ้านในอดีต วัตถุประสง เพื่อป้องกันมด และปลวก มารบกวน แต่พอสร้างออกมาแล้ว เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศเมืองไทย เนื่องจากเมืองไทยอยู่ในเขตมรสุม มีฝนตกชุก และ น้ำหลาก และเป็นเมืองที่ระดับพื้นดินไม่สูงกว่าระดับน้ำมากนัก การปลูกบ้านใต้ถุนระดับ 1.20 -1.50 เมตร จะทำให้มีทางสำหรับให้น้ำสามารถไหลผ่านใต้ถุนบ้านได้ เมื่อฤดูน้ำหลาก ใต้ถุนที่โปร่ง มีอากาศถ่ายเท จะบรรเทาสภาพน้ำท่วมขังไม่ให้กลายเป็นน้ำเน่า
และเมื่อฤดูร้อน แล้ง ลมพัดโกรกใต้ถุนบ้าน ยังทำให้มีที่พักผ่อนรับลมเย็น แล้วใช้ใช้พื้นที่ใต้ถุนเก็บข้าวของ เครื่องใช้ไม่สอยต่างๆ ได้ด้วย ซึ่งการปลูกบ้านยกใต้ถุนสูง ตามภูมิปัญญาแบบไทยๆ ถูกแนะนำไว้ เป็น 1 ในแนวทาง เพื่อการออกแบบ และก่อสรางบ้าน รับมือน้ำท่วม ใน www.eit.or.th เว็บไวต์ของ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยและยังแนะนำ “บ้านลอยน้ำ” ไว้อีก 1 ทางออก !!
บ้านลอยน้ำ
อาศัยหลักการการลอยน้ำ คือ การสร้างอาคารที่สามารถปรับให้เคลื่อนที่ขึ้นลงตามระดับน้ำ โดยอาศยหลักทางวิศวกรรม ที่ว่า วัตถุที่จมน้ำจะมีแรงยกตัว ดันวัตถุให้ลอยขึ้น ดังนั้น เมื่อระดับน้ำขึ้นสูงถึงจุดหนึ่ง แรงยกตัวจะมีค่าเกินน้ำหนักของตัวบ้าน ทำให้บ้านลอยขึ้นได้ แต่เมื่อระดับน้ำลดลง ตัวบ้านก็จะเคลื่อนที่กลับลงสู่ตำแหน่งเดิม
2 ส่วนสำคัญของการสร้างบ้านลอยน้ำ คือ โครงสร้างตัวบ้านตามปกติที่มีการก่อสร้างกันทั่วไป และโครงสร้างส่วนที่ยกบ้านให้ลอยน้ำ หรือ เรียกว่า โครงสร้างแพ
กฎของการสร้างบ้านลอยน้ำ คือ
- ใช้วัสดุน้ำหนักเบาในการสร้าง เช่น ไม้ผนังอิฐมวลเบา
- ตัวอาคารต้องไม่สูงมาก หรือ ไม่ควรเกิน 2 ชั้น เพื่อลดน้ำหนักของอาคาร
- โครงสร้างส่วนที่ยกบ้านให้ลอยขึ้น หรือโครงสร้างแพ จะอยู่ด้านล่างของตัวบ้าน โดยก่อสร้างคล้ายแพ โดยยึดกับโครงรูปกล่องฝังใต้ดิน ทำจากวัสดุน้ำหนักเบา เช่นคอนกรีตมวลเบา โครงไฟเบอร์กลาส ในต่างประเทศ มีตัวอย่างโครงสร้างแพที่ใช้โฟม ร่วมกับคอนกรีตผสมเส้นใยแก้ว โดยการออกแบบให้ทึบน้ำ และมีปริมาตรเพียงพอที่เมื่อจมน้ำ ซึ่งจะเกิดแรงยกตัวมากพอ ที่จะยกบ้านให้ลอยขึ้นได้
- เสาเหล็ก ยึดติดกับโครงสร้างแพ เพื่อบังคับให้บ้านเคลื่อนที่ขึ้นลงในแนวดิ่ง ตามแรงยกตัวของน้ำ
สร้างบ้านสองชั้น ปล่อยให้น้ำเข้าชั้นล่าง
เป็นแนวทางรับมือ มากกว่าเป็นการป้องกัน คือการยอมให้น้ำผ่านเข้ามาภายในบ้าน เพื่อลดแรงดันน้ำที่จะกระทำต่อตัว
โครงสร้างของบ้าน เพราะโดยทั่วไป โครงสร้างบ้าน จะไม่ถูกออกแบบให้ต้านทานแรงดันน้ำระดับสูง ดังนั้น การปล่อยให้น้ำไหลผ่านตัวบ้าน ชั้นล่าง จะป้องกันโครงสร้างบ้านไม่ให้ได้รับความเสียหาย
โดยสามารถเจาะช่อง กำแพงบ้านไว้ แล้วทำฝาปิด หากระดับน้ำไม่ถึง 1 เมตร ให้ปิดฝาไว้เพื่อกันน้ำเข้า แต่ถ้าระดับน้ำด้านนอกบ้านสูงเกิน 1 เมตร ควรจะเปิดฝา เพื่อให้น้ำไหลเข้ามาในบ้าน เป็นการลดแรงดันภายนอก และปรับแรงดันด้านในและด้านนอกให้เท่ากัน เพื่อให้โครงสร่างบ้านปลอดภัยจากแรงดันน้ำ
การปล่อยน้ำเข้าบ้าน เหมาะสำหรับบ้านสองชั้น คือ ปล่อยให้น้ำท่วมบริเวณชั้นล่าง โดยที่พื้นที่ชั้นล่างสามารถ ป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมได้โดยการเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง ที่มีความทนน้ำ เช่นอิฐ คอนกรีต หรือกระเบื้อง แต่การปลูกบ้านให้รอดพ้นจากน้ำท่วม ควรเริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อที่ดิน
เลือกที่ดินปลูกบ้านหนีน้ำท่วม
ที่ดินที่เหมาะสมกับการปลูกบ้าน ไม่ให้ถูกน้ำท่วม ก็คือที่ดินสูง น้ำท่วมถึงได้อยาก หรือก็คือ บนที่ดอน แต่น้ำท่วมปี 54 ที่แม้แต่ ดอนเมือง ที่ใครๆก็ว่าเป็นที่ดอน และน้ำท่วมไม่ถึง ก็ยังถูกน้ำท่วมสูง แถม น้ำขัง จึงอาจเป็นเหตุผลให้หลายคนต้องคิดใหม่…
แต่ก็มีคำแนะนำว่า ถ้าได้ที่ดินแล้วลองทิ้งที่เอาไว้เปล่าๆซักพัก ก่อนถมสูงขึ้นอีกซักหน่อย แล้วค่อยปลูกบ้าน โดยสามารถยกระดับพื้นและตัวบ้านให้สูงอีกซักเล็กน้อย
ส่วนที่ดินที่ไม่ควรซื้อ เพื่อปลูกบ้านเลย ก็คือทำเลที่ดินแถบชายน้ำ !!!
หลากหลายแนวทาง เพื่อการรับมือสถานการณ์น้ำ ปี 55 หรือ ปีถัดๆไป เพราะประเทศไทย มีภูมิประเทศที่อยู่กับน้ำ มาตั้งแต่อดีต คนไทยมีวิถีชีวิตที่คุ้นชินกับการอยู่กับน้ำมาช้านานแล้ว แต่สถานการณ์น้ำหลากน้ำท่วมปัจจุบัน จะต่างจากในอดีตก็ตรงที่ น้ำอาจจะมากขึ้น ท่วมสูงขึ้น แต่สติปัญญาของผู้คนในการคิดจัดการ กับ ความทันสมัย ของเทคโนโลยีปัจจุบัน ความไม่ตื่นตะหนกกับสถานการณ์ จะเป็นทางออกให้สามารถรับมือได้ทุกสถานการณ์ที่ดีที่สุด