Punika Thaipitakkul
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ( 24 มิถุนายน 55) พาเพื่อนไปงานจิบน้ำชา ฟัง ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ พูดคุยธรรมะกันสบายๆ ที่บริษัทร็อคเวิร์ธ แถวๆ สี่แยกฟอร์จูน มาค่ะ
ไปฟังมาแล้ว ได้อะไรดีๆ ก็เอามาฝากคุณผู้อ่านกัน ณ ที่ตรงนี้ด้วย เพื่อว่าประโยชน์ดีๆ จะได้กระจายไปให้ทั่วถึงกัน
เมื่อวานอาจารย์สอนเน้นในเรื่อง “ความกตัญญู” ค่ะ
ความกตัญญูนั้นเป็นสิ่งที่สุดยอดมากๆ อาจารย์ท่านชี้ให้เห็นถึงความกตัญญูในด้านต่างๆ ให้พวกเราได้นำไปฝึกฝนปฏิบัติ
-กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ที่เลี้ยงดูเรามา
สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะพ่อแม่เปรียบเสมือนพระอรหันต์ของลูก หากใครฝึกฝนทางธรรมมาแค่ไหน แต่ไม่เคยเหลียวแลสนใจพ่อแม่ ความเจริญก้าวหน้าทั้งในทางธรรมและทางโลกย่อมเกิดได้ยาก การดูแลพ่อแม่นั้นมีความสำคัญมากนะคะ ดูแลท่าน หล่อเลี้ยงจิตใจของท่าน และอย่าทำให้ท่านเสียใจ หากใครบอกว่าไม่มีพ่อแม่แล้ว ก็ขอให้กลับไปดูแลผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูเรามา
-กตัญญูต่อครูบาอาจารย์ทั้งในทางโลก และทางธรรม
การตอบแทนพระคุณครูบาอาจารย์ที่ดีที่สุดก็คือการปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนของท่าน และถ้าเน้นในทางธรรมก็คือ การฝึกฝนตนจนเป็นได้ดังท่าน หมายถึงว่า รู้ธรรม เข้าใจธรรม และนำธรรมที่เข้าถึงด้วยใจนั้นมาใช้ในชีวิตได้โดยอัตโนมัติ
-กตัญญูต่อพระมหากษัตริย์ ในหลวงของเรา
แผ่นดินเรามีพระมหากษัตริย์ผู้มีพระคุณ มีความเมตตาต่อราษฎรทุกหมู่เหล่า ท่านทรงเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เราทุกคนในด้านคุณธรรม การกตัญญูต่อในหลวงของเราก็คือ การประพฤติปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดี ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด
-กตัญญูต่อคู่ครอง
คู่ครองคู่ชีวิต คือ คนที่มีความสำคัญมากคนหนึ่ง หากเราเลือกใช้ชีวิตคู่กับใครก็ขอให้รักษาน้ำใจ ซื่อสัตย์ต่อกัน นั่นก็คือ ความกตัญญูต่อคู่ของเรา
-กตัญญูต่อเจ้านาย บริษัทที่เราทำงานอยู่
ไม่ว่าจะทำงานให้เจ้านายคนไหน บริษัทใดๆ การรับผิดชอบในหน้าที่ให้ดีที่สุด ก็คือการมีความกตัญญูต่อนายของเรา บางคนอาจเถียงว่า เจ้านายไม่ดี นิสัยแย่ อันนั้นเรื่องของเขาค่ะ เราอย่าไปตัดสิน ใครจะดีจะชั่วก็ช่างเขา หน้าที่เราคือมีความกตัญญูต่อเจ้านาย และบริษัท รับผิดชอบหน้าที่ให้ดี นี่คือเรื่องของเราค่ะ
-กตัญญูต่อผู้คนรอบข้าง รวมไปทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรา
กว่าจะเป็นเราในวันนี้ ย่อมมีผู้คน เรื่องราว และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เกื้อกูล หล่อเลี้ยงให้เราสืบเนื่องมาจนวันนี้ เราต้องมีเมตตาต่อทุกสิ่งอย่างรายล้อมรอบตัว และให้ความรักแก่ทุกสิ่งอย่างที่แวดล้อม แบ่งบันให้คนรอบข้างตามกำลังค่ะ ส่วนการกตัญญูต่อสิ่งของก็คือ การรู้จักประหยัดทรัพยากร ใช้สิ่งของด้วยความพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือยค่ะ
-กตัญญูต่อบุญที่เคยทำมา
เพราะเคยทำสิ่งดีๆ มา จึงส่งผลให้เราพบเจอสิ่งดีๆ ในวันนี้ เราต้องขอบคุณทุกสิ่งดีๆ ที่น้อมนำให้เราได้พบความสุขในวันนี้
-กตัญญูต่อตนเอง
ร่างกายนี้เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่ทำให้เรามีโอกาสฝึกฝนพัฒนาจิตใจ การทำร้ายตัวเองไม่ว่าจะเป็นการนอนดึก การดื่มสุรา เสพยาเสพติด และทุกรูปแบบของการทำร้ายตนเอง ล้วนเป็นการไม่กตัญญูต่อตนเอง ดังนั้นเราต้องรักษาดูแลร่างกายเพื่อให้ร่างกายนี้เป็นสิ่งที่เกื้อกูลในการฝึกฝนจิตใจให้พัฒนาขึ้นนะคะ ที่สำคัญก็อย่าลืมการฝึกฐานกาย สร้างตัวรู้ที่กาย ทุกการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ยืดแขน ขา หยิบจับสิ่งใด ฯลฯ ก็ให้ร่างกายได้รับรู้ อย่าใช้สมองคิดแทนกาย ฝึกหัดปัญญาฐานกาย ให้กายได้รู้ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น นี่แหละค่ะ การฝึกฐานกายก็เป็นการแสดงความกตัญญูต่อตนเอง
โดยคร่าวๆ แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่รายล้อมเรา ไม่ว่าจะเป็นผู้คน หรือสิ่งของ ล้วนมีความสำคัญ เราจึงต้องมีความกตัญญูต่อผู้คน และข้าวของเครื่องใช้ สรรพสิ่งในธรรมชาติล้วนมีความกตัญญูต่อกันและกัน จึงทำให้อยู่รอดกันมาได้
สิ่งที่น่ารักอีกอย่างซึ่งอาจารย์พูดถึง คือเรื่องของการปลูกต้นไม้ค่ะ การปลูกต้นไม้ก็เป็นสิ่งที่แสดงถึงความกตัญญูต่อพระแม่ธรณี แผ่นดินของเราเช่นกันนะคะ เพราะทำให้เกิดพื้นที่สีเขียว สร้างสมดุลย์ให้แก่ผืนแผ่นดิน ที่สำคัญยังช่วยทำให้จิตใจของเรานุ่มนวลมากขึ้นอีกด้วยละค่ะ
สำหรับใครที่เคยใช้ชีวิตผิดพลาดมา ก็ไม่ต้องเสียใจไปนะคะ เพราะอาจารย์ให้สติว่า อะไรที่เกิดขึ้นไปแล้ว สิ่งใดๆ ที่ผ่านมาแล้ว ล้วนเป็นสิ่งดีทั้งนั้น เพราะล้วนทำให้เราได้เรียนรู้ ขอเพียงเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติตนใหม่ เราก็มีโอกาสเริ่มต้นเสมอค่ะ
ที่สำคัญที่สุดคือ เราอย่าไปตัดสินใคร อย่าไปว่าใคร ตำหนิใคร ดีที่สุดค่ะ เพราะหน้าที่ของเราคือ ฝึกฝนตนเอง ดูตนเอง และพัฒนาตนเองค่ะ
รักษาจิตใจให้มีความปลอดโปร่ง โล่งสบายเอาไว้ ตรวจสอบจิตใจว่า ขุ่นมัวเพราะคิดตำหนิ ตัดสินใครๆ หรือเปล่า มีร่างกายนี้ก็เพื่อทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับพ่อแม่ ผู้มีพระคุณ และประเทศชาติ ฯลฯ
สิ่งใดผ่านไปแล้ว เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นล้วนดี และมีประโยชน์ค่ะ หากเคยทำอะไรผิดพลาดไปก็อย่าลืมให้อภัยตนเอง และเริ่มต้นใหม่นะคะ ร่างกายของเราเปลี่ยนเซลล์ใหม่ทุกนาที เราอย่าไปยึดติดกับสิ่งเก่าๆ ที่ทำพลาดดีกว่าค่ะ เริ่มใหม่ ทำสิ่งดีๆ ให้ตัวเราเองก็จะเป็นการแสดงความกตัญญูต่อตัวเราเองนะคะ ที่สำคัญฝึกฐานกายให้มากไว้
เมื่อฝึกฐานกายไปเรื่อยๆ จะเจอ “ความโล่งใจ” ซึ่ง ต่างจาก “ความดีใจ” แต่จะเป็นอย่างไร ต้องฝึกเอาเอง บอกกันก็ไม่เข้าใจค่ะ
นี่แหละ ฮวงจุ้ยที่หัวใจ ที่หยิบยกมาเล่าสู่กันฟังวันนี้
ขอบพระคุณครูบาอาจารย์ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ไว้ ณ โอกาสนี้นะคะ
หากเพื่อนๆ มีโอกาสไปฟังอาจารย์ด้วยตนเองก็จะได้ความรู้ที่ลึกซึ้งกว่าที่ดาด้า เอามาเล่าสู่กันฟังวันนี้มากนัก
ขอบคุณสิ่งร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในวันวาน ที่สร้างให้เราเข้มแข็งขึ้นในวันนี้
ขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจให้แช่มชื่น
ขอบคุณทุกสิ่งที่ทำให้เราได้มาพบกันค่ะ
เมื่อใจดี แล้ว สิ่งภายนอกก็จะดีสอดคล้องกันไปเองค่ะ
เพราะว่า ความโล่งใจ นั่นแหละ คือสุขแท้
…นี่แหละ ฮวงจุ้ยที่หัวใจ