เสนาฯเผยเคล็ดความสำเร็จการลงทุนในอสังหาฯ

14 พ.ย. 2556

เสนาฯ ปลุกความคึกคักตลาดอสังหาฯ โค้งสุดท้ายของปี เดินหน้าจัดสัมมนาครั้งใหญ่  ชี้ที่อยู่อาศัยเป็นสินทรัพย์สร้างรายได้ชั้นดีสำหรับนักลงทุน
 
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (SENA) เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมกับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ REIC ในการจัดสัมมนาครั้งใหญ่ของปีในหัวข้อ "รวยด้วยบ้าน" กับ Financial Guru By SENA โดยได้รับเกียรติจากนายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลฯ  มาร่วมพูดคุยถึงทิศทางการเติบโตวงการอสังหาฯ ไทยปี 2556 ตามทำเลที่มีศักยภาพในการเติบโต  
 
ทั้งนี้  ผศ.ดร.เกษรา กล่าวว่าการลงทุนซื้อบ้านและทาวน์เฮ้าส์นั้น สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้เป็นกอบเป็นกำ โดยราคาเฉลี่ยของบ้านและทาวน์เฮ้าส์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร อย่างเช่น ในปี 2556 ราคาเฉลี่ยของบ้านอยู่ที่ 5.91 ล้านบาท สูงขึ้น 25.4% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 4.72 ล้านบาท ในขณะที่ทาวน์เฮ้าส์ (ในช่วงเวลาเดียวกัน) ก็มีราคาเฉลี่ยสูงขึ้นถึง 36.1% ส่วนการลงทุนในอสังหาฯ ประเภทคอนโดมิเนียมนั้น นอกจากประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัยแล้ว หากไม่ได้อยู่เองก็สามารถปล่อยเช่าได้ อีกทั้งสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าฝากเงินไว้กับธนาคาร โดยราคาเฉลี่ยของคอนโดฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2556 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตารางเมตรละ 101,206 บาท สูงขึ้นถึง 48% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่ราคาเฉลี่ยอยู่เพียงตารางเมตรละ 68,405 บาท
 
สำหรับราคาเฉลี่ยของบ้านและทาวน์เฮ้าส์ที่นำมาคำนวณมาจาก 5 ทำเลเด่นในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประกอบด้วย มีนบุรี-หนองจอก-ลาดกระบัง, ราษฎร์บูรณะ-บางขุนเทียน-จอมทอง, คลองหลวง-ธัญบุรี-ลำลูกกา, บางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย และบางพลี-เมืองสมุทรปราการ มาถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าของหน่วยทั้งหมดที่เปิดขาย
 
ส่วนราคาเฉลี่ยของคอนโดฯ นั้นมาจาก 6 ทำเล ได้แก่ บางนา-สุวรรณภูมิ, อ่อนนุช-แบริ่ง, รัชดาภิเษก (ลาดพร้าว-อโศก-คลองเตย), ตากสิน-บางหว้า, บางซื่อ-เมืองนนท์ และแคราย-หลักสี่-รามอินทรา ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นโซนที่เกาะตามแนวเส้นรถไฟฟ้าสายต่างๆ นั่นเอง
 
“การขนส่งระบบรางจะทำให้เกิดการกระจายตัวของความเจริญ และศูนย์กลางธุรกิจในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่ต่ำลง สามารถจัดซื้อที่ดินในทำเลอื่นได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการพัฒนาโครงการให้ไม่ต้องกระจุกตัวอยู่ในบริเวณเดียวกัน และไม่ต้องแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลถึงผู้บริโภคให้สามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ในราคาไม่สูงจนเกินเอื้อม และยังช่วยลดภาวะฟองสบู่ที่จะเกิดขึ้นได้”
 
ผศ.ดร.เกษรา กล่าวต่อว่านักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีความรู้ความเข้าใจธรรมชาติของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพราะการที่จะได้รับผลตอบแทนดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่ยากจะควบคุม ซึ่งทำได้เพียงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อการปรับตัวในการวางแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่เหมาะสม  
 
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กาญจนา พาหา บรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kanchana@ddproperty.com      
 
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่  
 
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ  
เขียนความเห็น