แมกโนเลียฯ เตรียมเดินหน้าโร้ดโชว์ต่างประเทศเพิ่ม หลังยอดขายคอนโดฯ ซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่พุ่งในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ด้านซีบีอาร์อีชี้ตลาดคอนโดฯ หรูครึ่งปีหลังจะโตสวนทางตลาดอื่นๆ
นายธนวันต์ ชัยวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกโนเลีย ไฟน์เนสท์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่าถึงความคืบหน้าของโครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด ว่านับตั้งแต่เปิดตัวโครงการเมื่อเดือนมิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำยอดขายได้ตามที่วางแผนไว้ โดยปัจจุบันสามารถปิดการขายไปได้แล้ว 65% คิดเป็นยอดขาย กว่า 3,100 ล้านบาท จากผู้ซื้อและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในสัดส่วน 50- 50 ซึ่งในจำนวนนี้เป็นกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติจากฮ่องกงเป็นสัดส่วนถึง 15% จีน 10% สิงคโปร์ 7% และอื่นๆ อีก 18% ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ยอดขายจะทะลุ 75% โดยราคาขายเฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่ 200,000 บาท/ ตารางเมตร สูงขึ้นจากเมื่อตอนเปิดขายใหม่ซึ่งเริ่มต้นที่ 170,000/ ตารางเมตร ประมาณ 15%
ในส่วนของการก่อสร้างนั้น โครงการได้ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA เรียบร้อยแล้ว และเตรียมเดินหน้าการก่อสร้างตัวอาคาร หลังจากที่ได้เริ่มดำเนินงานรื้อถอนมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จตามกำหนดช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2558
สำหรับแผนในการดำเนินโครงการต่อจากนี้ นายธนวันต์เปิดเผยว่าเตรียมจับมือพันธมิตรธุรกิจและและเดินสายโรดโชว์ต่างประเทศต่อเนื่อง หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการไปโร้ดโชว์ที่ฮ่องกงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสามารถขายได้ถึง 19 ยูนิตมูลค่ารวม 335 ล้านบาท นับเป็นยอดขายที่สูงที่สุดของโครงการอสังหาริมทรัพย์จากเมืองไทยที่ไปเปิดขายในฮ่องกง
“หลังจากนี้ เราจะเปิดตลาดในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยภายนปีนี้เรามีแผนที่จะกลับไปที่ฮ่องกงอีกครั้ง รวมถึงที่สิงคโปร์ จากนั้นก็อาจจะเป็นที่จีน มาเลเซียและดูไบในปีต่อไป ในขณะที่ส่วนของแคมเปญทางการตลาดนั้นจะจัดให้มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องโดยร่วมกับพันธมิตรธุรกิจที่หลากหลาย” นายธนวันต์ กล่าว
ส่วนแผนในการเปิดโครงการใหม่ของบริษัทนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษารายละเอียด โดยจะเป็นการพัฒนาร่วมกับสยามพิวรรธน์
ด้านนางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส ประเทศไทย กล่าวว่าแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ในช่วงครึ่งปีหลังนี้น่าจะโตสวนกระแสกับตลาดอื่นๆ ที่จะอยู่ในช่วงชะลอตัว โดยเฉพาะโครงการในระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ เนื่องจากนักลงทุนที่มีเงินเย็นจะเริ่มมองหาสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มมาไว้ในครอบครองท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองอาจจะส่งผลให้การตัดสินใจซื้อชะลอตัวลง แต่ไม่ได้ทำให้ดีมานด์และกำลังซื้อลดลงแต่อย่างใด
“แนวโน้มตลาดไฮเอนด์ในช่วงต่อจากนี้จะยังคงดีอยู่ เพราะมีปริมาณซัพพลายในตลาดระดับดังกล่าวออกมาใหม่น้อยมาก ในส่วนของดีมานด์นั้นจะมาจากทั้งนักลงทุนชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งจากการสำรวจตลาดของทีมวิจัยของซีบีอาร์อี ณ สิ้นสุดไตรมาส 2/2556 พบว่าจุดประสงค์ในการซื้ออสังหาฯ หรูในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนซื้อเพื่อการลงทุนสูงขึ้นโดยอยู่ที่ 64% ส่วนการซื้อเพื่ออยู่อาศัยนั้นมีประมาณ 36% ในขณะที่สัดส่วนผู้ซื้อชาวต่างชาติในโครงการคอนโดฯ ย่านใจกลางธุรกิจของกรุงเทพฯ นั้นเพิ่มมากขึ้น (ปัจจุบันอยู่ที่ 44%) เนื่องจากพวกเขามองประเทศไทยเป็นทำเลศูนย์กลางของการลงทุนและเป็นเส้นทางสู่ตลาดใหม่ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างพม่า ส่งผลให้ดีมานด์ในตลาดยังคงมีอยู่สูงอย่างต่อเนื่อง” นางสาวอลิวัสสา กล่าวทิ้งท้าย
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กาญจนา พาหา บรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kanchana@ddproperty.com
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ