ผลสำรวจเผยธุรกิจอสังหาฯ-ก่อสร้างทั่วโลกมีช่องโหว่เอื้อต่อการทุจริตอยู่สูง และมีแนวโน้มจะเกิดปัญหาฉ้อโกงในธุรกิจดังกล่าวเพิ่มขึ้นคิดเป็นมูลค่าถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2568
จากผลการสำรวจธุรกิจนานาชาติประจำปีของแกรนท์ ธอนตัน (The Grant Thornton International Business Report: IBR) พบว่าในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลกยังไม่มีมาตรการรับมือกับปัญหาการฉ้อโกงหรือทุจริตที่ดีพอ แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะก่อความเสียหายมากถึงเกือบร้อยละ 10 ของมูลค่ารายได้รวมในอุตสาหกรรมดังกล่าวทั่วโลก หรือราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568
โดยผลสำรวจทั่วโลกพบว่า มีเพียงร้อยละ 41 เท่านั้นที่มีมาตรการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูลการทุจริตในองค์กร(whistle-blowers) โดยประเทศในแถบอเมริกาเหนือมีการเตรียมพร้อมในเรื่องดังกล่าวมากที่สุดถึงร้อยละ 70 ในขณะที่ยุโรปมีการเตรียมพร้อมในเรื่องดังกล่าวน้อยสุดที่เพียงร้อยละ 23
แม้ประเทศที่ถูกสำรวจส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 57 จะมีการออกระเบียบปฏิบัติเพื่อใช้เป็นแนวทางควบคุมการเกิดปัญหาดังกล่าวก็ตาม
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีความใส่ใจในนโยบายดังกล่าวที่ค่อนข้างสูง คือกว่าร้อยละ 80 มีมาตรการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูลการทุจริตในองค์กร และร้อยละ 70 มีการออกระเบียบปฏิบัติเพื่อใช้เป็นแนวทางควบคุม แต่มีเพียงแค่ร้อยละ 10 เท่านั้น ที่มีกระบวนการตรวจสอบและควบคุมเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (conflicts of interest) ภายในองค์กร
นายสมคิด เตียตระกูล หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชีของแกรนท์ ธอนตัน ประเทศไทย ให้ความเห็นว่าเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกองค์กรควรหันมาใส่ใจ เพราะสามารถช่วยป้องกันและหลีกเลี่ยงการกระทำที่มีแนวโน้มไปสู่การทุจริตซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในภายหน้า แม้องค์กรส่วนใหญ่จะมีการออกระเบียบปฏิบัติและการคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูลทุจริต แต่ก็เป็นเหมือนนโยบายเชิงรับที่มีผลเมื่อเกิดหรือพบการกระทำผิดแล้ว มากกว่าที่จะเป็นการป้องกัน
"การขาดความใส่ใจในเรื่องการกำกับดูแลที่ดีเป็นสิ่งที่เราต่างยังกังวลอยู่ ในประเทศไทยนั้น หลังจากที่ถูกผลกระทบอย่างรุนแรงในปี 2540 และความท้าทายจากปัญหาทางการเมืองตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้อุตสาหกรรมนี้ต้องตกอยู่ในช่วงที่ต้องรอดูทิศทางสถานการณ์ก่อนว่าจะเป็นอย่างไรมาเป็นเวลานาน แต่ตอนนี้ตลาดกำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่ดี ดังนั้นผู้ประกอบการควรต้องแน่ใจว่าในองค์กรของตนนั้นมีมาตรการควบคุมดูแลที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ปัญหาเหล่านั้นกลายมาเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของธุรกิจในอนาคตของพวกเขาเอง” นายสมคิดกล่าว
ในรายงานผลสำรวจ IBR ครั้งนี้ยังเผยว่า ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจก่อสร้างทั่วโลก มีทัศนคติด้านบวกต่อภาพรวมธุรกิจฯ ปี 2557 อยู่ถึงร้อยละ 42 ซึ่งหากพิจารณาแยก จะพบว่าประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราเฉลี่ยสูงที่สุดถึงร้อยละ 78 โดยมีประเทศฟิลิปปินส์เป็นอันดับ 1 ที่ร้อยละ 70 ตามด้วยประเทศไทยที่ร้อยละ 60 รองลงมาได้แก่กลุ่มประเทศในแถบละตินอเมริกาที่ร้อยละ 60 และในแถบอเมริกาเหนือที่ร้อยละ 56 ขณะที่ในยุโรปที่นั้นมีเพียงร้อยละ 33 โดยเฉพาะในแถบยุโรปตอนใต้ ที่มีทัศนติต่อภาพรวมธุรกิจฯ ในด้านลบมาโดยตลอด แต่ก็กำลังมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กาญจนา พาหา บรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kanchana@ddproperty.com
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้
ที่นี่ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
เอสซีแอสเสทเตรียมโดดร่วมตลาดคอนโดซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่
ซีบีอาร์อีชี้ตลาดคอนโดฯกทม.บางทำเลอาจถึงจุดอิ่มตัว
เอสซีแอสเสทเตรียมโดดร่วมตลาดคอนโดซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่
ซีบีอาร์อีชี้ตลาดคอนโดฯกทม.บางทำเลอาจถึงจุดอิ่มตัว