ยอดโครงการบ้านเจ๊งช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

1 ส.ค. 2557

ยอดโครงการบ้านที่หยุดขายในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย บ้านเดี่ยวรายเล็กเจ๊งเยอะสุด แต่ AREA ยังมองว่าตัวเลขยังไม่น่าห่วง
 
จากการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยประมาณ 1,600 โครงการที่ยังเปิดขายอยู่ในปัจจุบันล่าสุด ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2557 พบว่ามีโครงการที่หยุดการขายไปทั้งหมด 113 โครงการ จำนวน 27,485 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ารวม 73,126 ล้านบาท 
 
จำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อช่วงสิ้นปี 2556 ที่มีโครงการหยุดขายรวม 101 โครงการ เพียงเล็กน้อย
 
โดยในจำนวนนี้โครงการบ้านเดี่ยวหยุดขายมากที่สุดถึง 50 โครงการจำนวน 6,019 ยูนิต โดยมากเป็นโครงการขนาดเล็ก ๆ รองลงมาเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 27 โครงการ (14,491 ยูนิต)  โครงการทาวน์เฮ้าส์ 20 โครงการ (2,742 ยูนิต) บ้านแฝด 14 โครงการ (775 ยูนิต) อาคารพาณิชย์ 9 โครงการ (814 ยูนิต) และที่ดินจัดสรร 10 แห่ง  
 
 
 
สินค้าที่ล้มเลิกไปนั้นมักเป็นสินค้ายอดฮิตในตลาด เช่น บ้านเดี่ยวราคา 3-5 ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์ราคา 1-2 ล้านบาท และห้องชุดพักอาศัยราคา 1-2 ล้าบาท เช่นกัน  แสดงว่าการล้มเลิกโครงการไปนั้นน่าจะมาจากการวางตำแหน่งสินค้าและที่ตั้งผิดมากกว่าจะเป็นเพราะตัวราคาเอง  และบางครั้งแม้บ้านระดับราคาที่ขายได้ดีในท้องตลาด แต่ตั้งอยู่ผิดทำเล ก็อาจกลายเป็นสินค้าแพง หรือสินค้าที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดในบริเวณนั้นไปก็ได้
 
ในขณะที่จำนวนหน่วยที่หยุดขายไปนั้น คิดเป็น 17% ของหน่วยเหลือขายที่เหลือขายอยู่ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2557 คือ 157,730 ยูนิต ซึ่งยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากจึงไม่ถือว่าตลาดอยู่ในสภาวะตกต่ำแต่อย่างใด 
 
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ AREA เปิดเผยว่า สาเหตุที่ทำให้โครงการเหล่านี้หยุดขายมากที่สุด ได้แก่ สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อให้จำนวน 34 โครงการ หรือ 30% ของทั้งหมด  รองลงมาคือ ขายไม่ออก/ ไม่มีคนซื้อ/ รูปแบบสินค้าไม่เหมาะ จำนวน 26 โครงการหรือ 23%  ทั้งสองสาเหตุนี้รวมแล้วเกินครึ่งหนึ่ง  
 
นอกจากนี้ยังมี ปัจจัยอย่างไม่ผ่าน EIA  จำนวน 18 โครงการหรือ 16% แสดงว่าการพิจารณาผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้น อาจเป็นด่านสำคัญที่ผู้ประกอบการยังประมาท ทำการขายก่อนการได้รับผลการศึกษาที่แน่ชัด
 
ส่วนสาเหตุอื่นๆ ล้วนเกี่ยวข้องกับการที่ยังขาดการศึกษาล่วงหน้าเพื่อการวางแผนพัฒนาโครงการ เช่น "รอปรับราคาขายใหม่" 9 โครงการ  "เปลี่ยนรูปแบบโครงการ" "ทำเลที่ตั้ง (ห่างไกลสิ่งอำนวยความสะดวก)" ฯลฯ ดังนั้นหากทางโครงการมีการวางแผนการตลาดและการขายอย่างมืออาชีพล่วงหน้า น่าจะสามารถที่จะขายได้ดี และไม่ประสบปัญหาดังเช่นในปัจจุบัน
 
 
 
“คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 สถานการณ์น่าจะดีขึ้น โดยน่าจะมีหน่วยเปิดใหม่เพิ่มขึ้น 10% จากครึ่งปีแรก และในปี 2558 สถานการณ์ก็น่าจะดีกว่าปี 2557 โดยรวมอีก 10-15%  อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ อาทิ สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ เป็นต้น” ดร.โสภณ กล่าวทิ้งท้าย 
 
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กาญจนา พาหา บรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kanchana@ddproperty.com   
 
The Buyers' Guide 
 
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่   
 
เขียนความเห็น