ในยุค 4.0 เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในภาคธุรกิจต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งรวมถึงการซื้อ-ขาย ที่เปลี่ยนรูปแบบมาอยู่ในระบบออนไลน์จนกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องและขยายไปสู่ทุกช่วงวัย โดยปัจจุบันสินค้าที่นำมาขายเริ่มขยายไปสู่สินค้ามูลค่าสูงมากขึ้น อาทิ รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และที่มาแรงคือ อสังหาริมทรัพย์ จากข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในปี 2560 ที่มีกว่า 524,000 หน่วย ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านบาท เริ่มเห็นภาพว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้คนจะหันมาใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้นอย่างรวดเร็ว
พฤติกรรมผู้ซื้อ-ขายเปลี่ยนสู่ระบบออนไลน์
จากการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA พบว่า พฤติกรรมการใช้งานอินเตอร์เน็ตของคนไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีการใช้อินเตอร์เน็ตเฉลี่ยนานขึ้นเป็น 10 ชั่วโมง 5 นาที/วัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3 ชั่วโมง 41 นาที/วัน โดยคน Gen Y หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี 2523-2540 มีการใช้งานอินเตอร์เน็ตสูงที่สุดติดกันเป็นปีที่ 4 ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนผ่านชีวิตไปสู่ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2560 กิจกรรมที่คนนิยมทำบนอินเทอร์เน็ตที่แตกต่างจากปีก่อน ๆ คือ การซื้อสินค้าออนไลน์ขึ้นมาติด 1 ใน 5 กิจกรรมยอดฮิตเป็นครั้งแรก นั่นแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในการซื้อสินค้าและใช้บริการทางออนไลน์มากขึ้นในสังคมไทย >> กลุ่มมิลเลนเนียลตลาดใหญ่ภาคอสังหาฯ
การเข้ามาถึงของ Big Data เพิ่มศักยภาพในการขายออนไลน์
จากการเติบโตทางด้านการซื้อ-ขายผ่านระบบออนไลน์ในปัจจุบัน ส่งผลให้สิ่งที่ได้รับความสำคัญตามมา คือ ข้อมูลเฉพาะส่วนบุคคล หรือที่เรียกว่า Big Data ซึ่งมีการรวบรวมข้อมูลหลายประเภท อาทิ กลุ่มอายุ เพศ รายได้ รายจ่าย ความถี่ในการจับจ่าย ประเภทสินค้า โดยประโยชน์ของ Big Data คือ 1. การลดต้นทุนในการทำธุรกิจและการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำขึ้น 2. ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมและความพึงพอใจของผู้บริโภค ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาสินค้าและบริการแบบใหม่ ๆ
สิงคโปร์กับความสำเร็จของการใช้ Big Data
หลาย ๆ ประเทศเริ่มมีการใช้ Big Data โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ยกตัวอย่างเช่นสิงคโปร์ ซึ่งมีข้อแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ คือ ความพยายามที่จะรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และดำเนินแผนการที่ดี ด้วยการใช้ชื่อเสียงในด้านความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนที่จะเปลี่ยนให้สิงคโปร์กลายเป็น Smart Nation โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลจากทั้งภาครัฐและเอกชน และแบ่งปันกลับไปหากันและกัน
ประโยชน์ที่ภาคเอกชนจะได้รับคือ ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจและกลยุทธ์ทางการค้า เช่น ที่ตั้ง ผลิตภัณฑ์หรือบริการประเภทใดที่ควรจะเปิดตัว ส่วนประโยชน์ที่ภาครัฐจะได้รับคือ การนำข้อมูลมมาประกอบการตัดสินใจเพื่อการปรับปรุงนโยบายและแผนงานต่าง ๆ รวมถึงการให้บริการของภาครัฐและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้วย ซึ่งการเติบโตของ Big Data ส่งผลให้เกิดความชัดเจนและเที่ยงตรงของข้อมูล ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการซื้อ-ขายสินค้า โดยเฉพาะทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เกิดการทำธุรกรรมในตลาดมากขึ้น และทำให้เกิดการเติบโตไปทั้งอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์
สำหรับประเทศไทยแม้ว่าจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นที่ได้นำ Big Data เข้ามาใช้ แต่เชื่อว่าในระยะต่อไปหากมีการเชื่อมโยงข้อมูลของภาครัฐและเอกชนมากขึ้นจะได้รับประโยชน์จาก Big Data อย่างแน่นอน โดยปัจจุบันเริ่มมีเว็บไซต์ที่เป็นสื่อกลางทางด้านอสังหาริมทรัพย์หลายรายที่ให้ความสำคัญในเรื่อง Big Data อย่าง DDproperty.com หรือแม้แต่เว็บไซต์น้องใหม่อย่าง BaanKaidee ยิ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบออนไลน์ในปัจจุบัน ตอบรับกับเทรนด์สำคัญที่จะเปลี่ยนอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า คือ การที่ผู้ซื้อ ผู้ขาย สามารถเข้าถึงข้อมูลทางด้านอสังหาริมทรัพย์ได้ทุกที่ ทุกเวลา จากโทรศัพท์มือถือ
>>>เจาะลึกแนวโน้มที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ รอบล่าสุด
อัพเดท ข่าวอสังหาริมทรัพย์ สดใหม่ทุกวัน พร้อมส่งตรงถึงอีเมล์ของคุณฟรี สมัครได้ที่นี่ หรือหากคุณกำลังมองหาบ้านคอนโด ก็สามารถเลือกชม โครงการใหม่ พร้อม รีวิวโครงการคอนโดใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคาได้เช่นกัน
