นวัตกรรมสีเขียว ตอบโจทย์รับภัยพิบัติ เก็บตกมาฝากจาก บีโอไอ 2011
ปฏิเสธไม่ได้ว่า มหันภัยธรรมชาติ น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เสมือนฝันร้าย ที่ทำให้หลายคนมองถึงอนาคต โดยเฉพาะผลกระทบต่อที่อยู่อาศัย และภัยพิบัติธรรมชาติที่ประเทศไทยอาจต้องเผชิญในวันข้างหน้า อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำท่วม แต่เป็นไปได้ทั้งการเผชิญกับแผ่นดินไหว วาตภัย หรือ ภัยธรรมชาติอื่นที่อาจเกิดขึ้นได้
ในงาน “บีโอไอแฟร์ 2011” ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ที่เพิ่งปิดฉากไป เราได้เห็น นวัตกรรมที่อยู่อาศัยแบบใหม่ๆ เพื่อรองรับกับสถานการณ์ธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยเฉพาะโซน SCG Pavilion ที่ขนมาทั้ง บ้านรับมือแผ่นดินไหว, ที่พักชั่วคราวผู้ประสบภัย และที่อยู่อาศัยป้องกันภัยพิบัติ
เริ่มที่ บ้านรับมือแผ่นดินไหว SCG HEIM .. นวัตกรรมบ้าน เพื่อรองรับการสั่นสะเทือนได้ถึง 7.0 ริกเตอร์ ก่อสร้างด้วยระบบ “โมดูลาร์” โครงสร้างเสาและคานเหล็กใช้เทคนิคการเชื่อมต่อด้วยจอยต์พีซ (Joint-Piece) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้าง ที่เป็นเหล็ก SS400 มาตรฐาน JIS ของญี่ปุ่น ระดับเดียวกับโครงสร้างเหล็กของ โตเกียว ทาวเวอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติทนทานต่อแรงดึงได้ถึง 4,000 km /cm2
เป็นเหล็กที่มีคุณสมบัติพิเศษที่เรียกย่อๆ ว่า ZAM คือมีการเคลือบสังกะสี (Zn) อะลูมิเนียม (AI) และแมกนีเซียม (Mg) ช่วยป้องกันสนิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้บ้านแข็งแรง ทนทาน มีอายุการใช้งานยืนยาวกว่าบ้านทั่วไปที่ใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก
ผ่านการทดสอบวัดความแข็งแกร่งของโครงสร้าง ด้วยวิธี “ดร็อปเทสต์” (Drop Test) ที่ปล่อยโครงสร้างเหล็กให้ตกลงมา จากระยะความสูง 6 เมตร พร้อมผ่านการทดสอบแรงสั่นสะเทือนเสมือนเกิดแผ่นดินไหวจริงในห้องทดลอง
ผลหลังการทดสอบพบว่า โครงสร้างเหล็กและจุดเชื่อมต่อต่างๆ ยังคงสภาพเดิม
ขณะที่ภายในบ้าน ติดตั้งฉนวนกันความร้อนที่ฝ้าเพดาน และระหว่างผนังภายในกับภายนอกบ้าน เพื่อช่วยลดความร้อนภายในบ้าน หน้าต่างบ้านใช้กระจก 2 ชั้น เคลือบฟิล์มลามิเนต พร้อมช่องว่างอากาศตรงกลาง ทำหน้าที่ป้องกันความร้อนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี จึงช่วยทำให้อุณหภูมิภายในบ้านไม่ร้อนอบอ้าว และยังช่วยลดการใช้พลังงานจากการเปิดเครื่องปรับอากาศได้มากถึง 30-45% ที่สำคัญยังเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมียมเพื่อให้มีอายุการใช้งานคุ้มค่า ยาวนาน ซึ่งจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสำหรับการผลิตวัสดุต่างๆ อีกด้วย
กรณีที่ต้องตกอยู่ในสภาพ กลายเป็นผู้ประสบภัยแล้ว Shield-Life…ที่พักชั่วคราวผู้ประสบภัย ตอบโจทย์ความช่วยเหลือที่ต้องการเร่งด่วนได้ ..
ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (Polyethylene) แข็งแรง น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่าย ผลงานร่วมระหว่าง Design Catalyst ในเอสซีจี เคมิคอลส์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต
ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ที่สามารถเปิดออกจากกันได้ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน และการขนส่ง ด้านบนเป็นหลังคาป้องกันแดด ฝน และใช้เป็นส่วนที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อเก็บพลังงานผลิตไฟฟ้าใช้ สามารถเปิด-ปิดได้ ให้ความโปร่ง สบาย และน้ำหนักเบา / ด้านล่างสำหรับพักผ่อนนั่ง-นอนได้ พร้อมพรั่งด้วยอุปกรณ์ช่วยเหลือที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีพในภาวะฉุกเฉิน
ขนาดความสูง 110 ซม. กว้าง 110 ซม. ยาว 2.8 เมตร น้ำหนัก 60 กิโลกรัม หนึ่งชุดรับน้ำหนักได้ถึง 150 กิโลกรัม ออกแบบเพื่อการใช้งานสำหรับผู้ใหญ่ 1 คน หรือ อาจเพิ่มเด็กเล็กได้อีก 1 คน เหมาะกับประเทศที่มีสภาพอากาศไม่ปกติ หรือเกิดภัยพิบัติที่ต้องการที่พักอาศัยชั่วคราวเร่งด่วน
Cement Bunker…ที่อยู่อาศัยป้องกันภัยพิบัติ .. ในรูปทรงกระบอกระบบปิด สร้างจากนวัตกรรมปูนซีเมนต์ที่ทนต่อแรงกระแทก แรงสั่นสะเทือน คลื่น และ ลม และยังสามารถทนทานต่อแรงจากแผ่นดินไหว แรงระเบิด ด้วยคุณสมบัติพิเศษของนวัตกรรมคอนกรีต ซึ่งเป็นการผสมผสานของเส้นใยชนิดเหล็ก และเส้นใยไฟเบอร์ประเภทโพลีเมอร์ ทำให้ที่มีความเหนียว แข็งแรง สามารถรับกำลังหรือแรงต่างๆได้สูง ไม่ว่าจะเป็น กำลังอัด กำลังดึง และ กำลังดัด
โดยเส้นใยเหล่านี้ สามารถนำมาถัก หรือสานเข้าด้วยกัน เป็นโครงที่หนาแน่น ประกอบกับเหล็กเสริมที่ทำหน้าที่เป็นกระดูกหรือโครงสร้างหลัก และใช้ มอร์ตาร์ หรือ ปูนทราย หรือคอนกรีตเป็นตัวเชื่อมประสานทุกวัสดุเข้าด้วยกัน
และยังอาจนำ โพลีเมอร์ แอดมิกซ์เจอร์ (Polymer Admixture) มาผสม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นที่ใช้สามารถดูดซับพลังงานการสั่นสะเทือนได้ดี และยังทนทานต่อการกัดกร่อนจากสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่างๆ รวมไปถึงแรงกระแทกและการกัดเซาะของคลื่นน้ำทะเล และลมพายุ รวมถึงยังทนทานต่อแรงระเบิดและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ วัสดุที่นำมาใช้ มีการนำเอาวัสดุรีไซเคิล เช่น เถ้าลอย ซิลิกาฟูม หรือตะกรันเตาถลุงเหล็ก มาใช้ทดแทนซีเมนต์บางส่วน ซึ่งนั่น หมายถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ และลดการเกิดแลนด์ฟิล (Landfill) จากการทิ้งขยะ
ซึ่งการใช้วัสดุทดแทนเหล่านี้ ยังปรับปรุงให้วัสดุคอนกรีต มีความทึบน้ำ แข็งแรงทนทานมากขึ้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและทรัพยากรในการซ่อมแซม
บ้านพลังงานอัจฉริยะฮอนด้า

นอกจากโซน SCG ที่ขนเอานวัตกรรมอนาคตเพื่อสิ่งแวดล้อมมาโชว์เต็มพิกัดแล้ว ที่ส่วนแสดงของ Honda ยังมี บ้านพลังงานอัจฉริยะ Honda Smart Home System ที่มีระบบควบคุมการใช้พลังงานในครัวเรือนแบบองค์รวมให้สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้
บ้านประกอบด้วยแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบแผ่นฟิล์มบาง / แบตเตอรี่เพื่อเก็บกระแสไฟฟ้าไว้ใช้ในยามกลางคืน รวมถึงที่เหลือจากการใช้งาน / เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบใช้แก๊สรุ่นใหม่ ที่มีระบบที่เรียกว่า X-Link ช่วยกระจายพลังงานความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าและพลังงานความร้อนเพิ่มขึ้นโดยรวมถึง 92% ใช้แก๊สในการผลิตพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในรูปแบบกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อน
และหัวใจหลักสำคัญของบ้านอัจฉริยะ คือ สมาร์ต อีมิกซ์ แมเนเจอร์ (Smart e-mix manager) หรือหน่วยจัดการพลังงานอัจฉริยะในบ้าน
จะทำหน้าที่บริหาร และจัดสรรพลังงานให้เหมาะสมกับอุปกรณ์พลังงานแต่ละประเภท นำไปสู่การผลิตพลังงาน เพื่อบริโภคเองภายในครัวเรือน เป็นการควบคุมการใช้พลังงาน ทั้งที่ได้จากองค์การไฟฟ้า และที่ผลิตเองภายในบ้าน โดยอุปกรณ์พลังงานแต่ละชิ้นของระบบไม่เพียงจัดแสดงตัวเลขและข้อมูลครั้งล่าสุด อาทิ ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส เท่านั้น เครื่องยังสามารถรับรู้ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับพลังงานแต่ละชิ้นได้ ซึ่งจะทำให้ ระบบทำการประมวลภาพรวมและควบคุมการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เหมาะสมกับการใช้งานของครัวเรือนนั้นๆ ได้โดยใช้ฟังก์ชันการเรียนรู้
สมาร์ต อีมิกซ์ แมเนเจอร์ ยังรวบรวมข้อมูลการทำงานของอุปกรณ์พลังงานแต่ละชิ้น ทำให้สามารถควบคุมได้บนหน้าจอเดียวกัน ซึ่งสามารถปฏิบัติการได้ แม้จะอยู่ในตำแหน่งที่ไกลออกไป ด้วยระบบ Lan ไร้สาย
นอกจากนี้ ฮอนด้ายังใส่บริการข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เนวี ทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ไปยังแท็บเล็ต พีซี หรือสมาร์ทโฟนได้ ไม่ว่าจะอยู่ด้านในหรือนอกอาคาร
บ้านพลังงานอัจฉริยะ ยังมีระบบฟรังก์ชันพลังงานสำรอง ซึ่งสามารถผลิตพลังงานได้จากแหล่งเชื้อเพลิงที่หลากหลาย ที่คนในบ้านจะมั่นใจได้ว่า หากไฟดับ หรือ เกิดภัยพิบัติแล้ว .. ในสภาพอากาศดี ไฟฟ้าจะถูกผลิตด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แต่หากในสภาพอากาศเลวร้าย หรือในเวลากลางคืน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้จากแก๊สที่ส่งผ่านมาจากท่อแก๊ส ขณะเดียวกันก็จะผลิตพลังงานความร้อน ส่งไปยังเครื่องทำความร้อน และอ่างอาบน้ำด้วย
แต่สมมติฐานในการสร้างนวัตกรรมใหม่ในทางเลวร้ายที่สุด หากท่อส่งแก๊สขัดข้อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าก็สามารถทำงานได้ โดยเปลี่ยนไปใช้แก๊สโคเคนแทน หรือหากไม่มีแก๊สโคเคน ก็ยังสามารถใช้วิธีถ่ายเทพลังงานจากรถสู่บ้าน โดยส่งกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่รถไฟฟ้า หรือไฮบริดปลั๊กอินไปยังตัวบ้านได้ ซึ่งฮอนด้ากำลังทำการศึกษาอยู่
ตัวอย่างคร่าวๆ แต่ชัดเจน ของ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในอนาคต ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และ การใช้ชีวิตของผู้คน ที่ไม่อาจคาดการณ์ว่าจะเผชิญหน้ากับอะไรบ้างในอนาคต เก็บตกจากงาน “บีโอไอแฟร์ 2011” ที่เพิ่งปิดฉากไป