ความเคลื่อนไหวอสังหาฯ ย่านอาเซียน

15 มิ.ย. 2555

Punika Thaipitakkul

หลายคนคงอยากรู้ว่า แวดวงประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆ ของเราเขาเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้เลยจะมาเล่าสูกันฟังซะเลย
พอดีไปเจอบทความของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ที่กล่าวถึงเรื่องความเคลื่อนไหวของอสังหาริมทรัพย์อาเซียนไว้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม 2555 ไว้โดยแยกออกเป็นประเทศเพื่อนบ้าน 5 ประเทศ คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม  โดยดร. โสภณวิเคราะห์มาดังนี้

-มาเลเซีย
บมจ.ยูเอ็มแลนด์ (UMLand) ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียกำลังจะพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในภูมิภาคอีสกันดา ( IM Iskandar Malaysia) รวมมูลค่าประมาณ 14,000 ล้านบาทในระยะเวลา 6 ปีข้างหน้า ประกอบด้วยโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และที่อยู่อาศัย บริษัทแห่งนี้มีที่ดินอยู่ถึง 2,529  ไร่ใน IM

IM ถือเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของมาเลเซียที่จัดตั้งขึ้นในปี 2549 มีพื้นที่ 2,217 ตารางกิโลเมตร  ตั้งอยู่ในรัฐยาฮอร์ทางใต้สุดติดกับสิงคโปร์ จะสังเกตได้ว่าการพัฒนา IM นี้ รัฐบาลเวนคืนที่ดิน และจัดวางผังเมืองรวม โดยให้บริษัทต่างๆ ซื้อที่ดินไปพัฒนาตามแผน

ประเด็นความอ่อนไหวทางการเมืองที่อาจกระทบต่อมูลค่าทรัพย์สินในระยะสั้นคือ การประท้วงรัฐบาลเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2553 ซึ่งเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่งโดยมีประชาชนเข้าร่วมถึง 25,000 คน มีการฉีดน้ำผสมสารเคมี และยิงแก๊สน้ำตาสู่ฝูงชน และนำไปสู่การจับกุมประชาชน 388 คน กรณีนี้แสดงถึงความอ่อนแอทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งอาจสร้างความวิตกกังวลให้กับนักลงทุนต่างชาติได้

-สิงคโปร์
สิงคโปร์กำลังจำกัดการเติบโตของพลเมืองต่างชาติในประเทศดังกล่าว เพราะการไหลบ่าของประชากรต่างชาติ ทำให้สาธารณูปโภคต่างๆ ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์แสดงความไม่พอใจรัฐบาลเป็นระยะๆ

ในปลายปี 2554 รัฐบาลสิงคโปร์จึงมีมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมโอนซื้ออสังหาริมทรัพย์ของคนต่างชาติสูงถึง 10 % ของมูลค่า ในขณะที่คนสิงคโปร์เองไม่ต้องเสีย หรือสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังใหม่เพื่อการเก็งกำไรก็เสียภาษีเพียง 3%

แม้สิงคโปร์จะเป็นนครที่มีการวางแผนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ก็ยังประสบปัญหาวิกฤติรถไฟฟ้าอยู่แทบทุกสัปดาห์ในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุรถไฟฟ้าสายออก-ตก ขัดข้อง ทำให้คนใช้บริการเสียเวลาไปราวๆ 30 นาที นอกจากนี้ยังเคยมีเหตุการณ์ที่ล่าช้าไปถึงชั่วโมงกว่าด้วย

นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม เป็นต้นมา ผู้ใช้ทางด่วนเข้าเมืองจากพื้นที่เซ็งกัง พุงโกว และยี่ชุนทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะสิงคโปร์ หากต้องการเข้ามาเขตต่อเมืองใกล้เขตใจกลางเมือง ยังต้องเสียค่าผ่านทางเพิ่มเติมในอัตราระหว่าง 50-100 บาท  และสังเกตได้ว่าทางด่วนของสิงคโปร์ข้างละ 4 เลนยังไม่พอใช้

การที่ทางด่วนและรถไฟฟ้ามีปัญหา ทำให้การลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในประเทศนี้ จำเป็นต้องเป็นพื้นที่เขตใจกลางเมืองเป็นหลัก

-อินโดนีเซีย
ตลาดที่อยู่อาศัยในอินโดนีเซียกำลังเติบโตขนานใหญ่ มีอัตราการเติบโตของอุปสงค์มากกว่าอุปทาน แสดงให้เห็นถึงความคึกคักของตลาด

ศูนย์ข้อมูลวิจัยและการประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ได้สำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงจาการ์ตามาตั้งแต่ปี 2550 พบว่าเศรษฐกิจ และการเมืองของอินโดนีเซียมีความมั่นคงมาก ทำให้ความสามารถในการซื้อขอประชากรเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

สินค้าที่กำลังได้รับความนิยมในกรุงจาการ์ตา คือ ห้องชุดใจกลางเมือง ซึ่งทำให้การเดินทางง่ายขึ้น เนื่องจากกรุงจาการ์ตาไม่มีระบบรถไฟฟ้า มีเพียงแค่ รถประจำทางพิเศษแบบ “บีอาร์ที” ส่วนสินค้าอีกอย่างที่ได้รับความนิยมคือ โครงการบ้านจัดสรรสำหรับคนที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงที่มีความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมดี ซึ่งเดิมทีมีน้อยมากในชานกรุงจาการ์ตา

-ฟิลิปปินส์
ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงมะนิลากำลังเติบโตมากมาย ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียคาดว่าในปี 2554-2558 จะมีห้องชุดเกิดใหม่อีก 26,000 หน่วย และจะมีพื้นที่สำนักงานเพิ่มอีก 470,000 ตารางเมตรในช่วงปี 2555-2557 ส่งสัญญาณว่าอาจเกิดการล้นเกินของอุปทาน แต่ถึงกระนั้นตลาดอสังหาฯ ในมะนิลายังมีขนาดเล็กกว่าในประเทศไทย

วิเคราะห์กันว่า การที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในฟิลิปปินส์เติบโตก็เพราะผลของการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยฟิลิปปินส์เป็น 1 ใน 3 ของประเทศที่เติบโตมากที่สุดในเอเชียตะวันออก (อีกสองประเทศคือ จีน และอินโดนีเซีย) นี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดกำลังซื้อสูงกว่าแต่ก่อน ส่วนที่อยู่อาศัยยอดฮิตก็ไม่ต่างจากที่จาการ์ตา นั่นคือ ห้องชุดใจกลางเมือง และบ้านจัดสรรคุณภาพนั่นเอง

-เวียดนาม
อสังหาริมทรัพย์ในเวียดนามล้อไปตามสภาวะเศรษฐกิจ คือกำลังอยู่ในช่วงขาลง  ปรากฏการณ์นี้คล้ายๆ กับไทยในช่วงวิกฤต คือ อยู่ในภาวะเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สถาบันการเงินบางแห่งมีหนี้เพิ่มขึ้น 3 เท่า

นอกจากนี้ กำไรของสถาบันการเงินต่างๆ ก็ลดลงอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นความเพลี่ยงพล้ำของสถาบันการเงินต่างๆ ที่ให้สินเชื่อมากเกินในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันค่าเงินตกต่ำลงมาเหลือแค่ 21,000 ด่องต่อเงินหนึ่งเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ตำนานฟองสบู่เวียดนามครั้งนี้ ก็ก่อให้เกิดตึกสูง 2 แห่ง คือ ตึกLandmark สูง 72 ชั้น ( 336 เมตร) สร้างเสร็จในปี 2554 อยู่ที่กรุงฮานอย และตึก Bitexco Financial Tower สูง 68 ชั้น ( 262.5 เมตร) สร้างเสร็จในปี 2553 อยู่ที่นครโฮชิมินห์ซิตี้

 

ไม่รู้ว่าอ่านจบแล้วจะรู้สึกกันอย่างไร

แต่โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ศรัทธากับระบบทุนนิยม วัตถุนิยมเท่าไรนัก จึงบอกได้แค่ว่า หากสังคม ผู้คนยังผูกติดกับระบบเช่นว่านี้ ความสุขในชีวิตคงหายาก

เพราะกระแสทุนนิยม วัตถุนิยม มาอย่างฉาบฉวย มาไว ดังไว และมีสิทธิ์ดับไว

ก็พิจารณากันเอาเอง

เขียนความเห็น