สองกูรูอสังหาฯชี้ทิศทางตลาดคอนโดฯใจกลางกรุง

7 ก.พ. 2556

 
สองกูรูอสังหาฯ ชี้ตลาดคอนโดมิเนียมใจกลางกรุงเทพฯ มีแนวโน้มที่ดี ดีมานด์โครงการไฮเอนด์ส่อแววโตจากผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ  
 
ดีทีซี (DTZ) ชี้แม้จำนวนของยูนิตเปิดใหม่ในปีที่ผ่านมาจะไม่มากเท่าปีก่อนหน้านี้ แต่ปัจจัยต่างๆ อาทิ สถานการณ์ทางการเมืองที่คลี่คลาย และการที่ผู้ซื้อหมดความกังวลเรื่องน้ำท่วม ยังสนับสนุนกำลังซื้อให้เพิ่มมากขึ้น โดยยอดขายของโครงการที่เปิดใหม่ในช่วง Q4/2555 อยู่ที่ 53% ส่วนยอดขายทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 58%
 
ในขณะที่ไนท์แฟรงค์ฯ มองว่าปีที่ผ่านมาถือเป็นปีของการซื้อขายคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะโครงการที่เปิดตัวบริเวณสุขุมวิทและพื้นที่ธุรกิจการค้า เช่น สาทร นราธิวาส ชิดลม เพลินจิต และราชดำริ แม้ที่ดินในย่านเหล่านี้จะมีอยู่อย่างจำกัด แต่ดีมานด์ที่มีอยู่มากกว่าจำนวนสินค้าในตลาดส่งผลดีต่อตลาดรีเซล 
 
ตามรายงานสถานการณ์ตลาดประจำไตรมาสฉบับล่าสุดของดีทีซีพบว่ามูลค่าของโครงการเปิดตัวใหม่ในใจกลางกรุงเทพฯ ช่วงไตรมาส 4/2555 เพิ่มขึ้น 0.7% จากไตรมาสก่อนหน้านั้น และเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ประมาณ 1.7% โดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตารางเมตรละ 85,200 บาท
 
โครงการเปิดตัวใหม่ในช่วงไตรมาส 4 ที่น่าสนใจได้แก่ โครงการเซอเคิล สุขุมวิท 11  โครงการนาราไนน์  โครงการแม่น้ำ เรสซิเดนเซส และโครงการเดอะเทอร์ตี้ไนน์ บาย แสนสิริ ซึ่งโครงการหลังสุดนี้มีราคาขายอยู่ที่ตารางเมตรละ 200,000 บาท 
 
ทั้งนี้ การเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องในทำเลซีบีดีนี้จะทำให้การแข่งขันในตลาดคอนโดฯ ไฮเอนด์คึกคักขึ้น โดยเฉพาะยูนิตในระดับราคาระหว่าง 80,000-130,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งโครงการที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าจะยังคงได้รับความนิยมจากผู้ซื้อส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับโครงการที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียง  
 
นายแฟรงค์ ข่าน กรรมการบริหารและหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาโครงการที่พักอาศัย บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าที่ผ่านมานักลงทุนที่เข้ามาซื้อคอนโดฯ ในย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ จะให้ความสำคัญเรื่องผลตอบแทนรายปีจากค่าเช่าและการเติบโตของทุนมากกว่าตัวเลขรีเซล โดยอัตราการเช่าในปีที่ผ่านมา ยูนิตที่ปล่อยเช่าจะมีช่วงว่างไม่เกิน 90 วัน และให้ผลตอบแทนมากถึง 5-6% ต่อปี  
 
ทั้งนี้ นายข่านคาดว่าตลาดคอนโดฯ ในกรุงเทพฯ จะยังได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ โดยมีปัจจัยสำคัญอย่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ความมั่นคงทางการเมือง โครงการเมกะโปรเจคของรัฐบาล และการเปิดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เป็นตัวแปรที่จะส่งผลกระทบต่อตลาด โดยในหมู่ของผู้ซื้อชาวต่างชาติที่จะเข้ามานั้น นอกจากชาวอเมริกันและชาวยุโรป แล้วกลุ่มผู้ซื้อที่สำคัญจะมาจากสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น รวมไปถึงหน้าใหม่อย่าง จีน รัสเซีย ไต้หวัน และอินเดีย
 
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่
 
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ   
 
เขียนความเห็น