รายงานเผยนายทุนโรงแรมต่างชาติยังสนใจเมืองไทย

11 มี.ค. 2557

ตลาดซื้อ-ขายโรงแรมในไทยยังคงได้รับความนิยม โดยในปี 2556 ที่ผ่านมาธุรกิจโรงแรมในสยามเมืองยิ้มมีมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้น 31% 
 
จากรายงานโดยหน่วยธุรกิจบริการการลงทุนด้านโรงแรมของเจแอลแอล (โจนส์ แลง ลาซาลล์ ) เปิดเผยว่า ในปี 2556 ที่ผ่านมามูลค่าการลงทุนซื้อ-ขายโรงแรมประเทศไทยมีมูลค่าการซื้อขายรวม 337 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาราว 31% 
 
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับภาพรวมของตลาดการซื้อขายในภูมิภาคเอเชียมีที่เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 218%  คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 7,500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.4 แสนล้านบาท นับเป็นปีที่มีการลงทุนซื้อขายโรงแรมมูลค่าสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤติการณ์ทางการเงินโลกปี 2550 
 
อย่างไรก็ดี ในปี 2557 นี้ แม้นักลงทุนจะยังคงมีความสนใจสูงในตลาดโรงแรมของเอเชีย แต่มีแนวโน้มว่ามูลค่าการลงทุนซื้อขายในภูมิภาคจะลดต่ำลง เนื่องจากโรงแรมที่มีเสนอขายมีจำนวนน้อยลง
 
ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน เป็นตลาดการซื้อขายโรงแรมที่มูลค่าปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปีที่ผ่าน โดยเฉพาะญี่ปุ่น มีการซื้อขายโรงแรมรวมมูลค่าทั้งสิ้น 2,700 ล้านดอลลาร์หรือประมาณกว่า 86,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 480% เมื่อเทียบกับมูลค่าการซื้อขายในปี 2555 นักลงทุนให้ความสนใจสูงเนื่องจากตลาดโรงแรมของญี่ปุ่นมีผลประกอบการที่ดีขึ้น ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศและการขยายตัวของความต้องการใช้ห้องพักทั้งจากนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางเข้ามาติดต่อธุรกิจ
 
ส่วนที่สิงคโปร์ ตลาดการลงทุนซื้อขายทุบสถิติใหม่ในปีที่ผ่านมาด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 64,000 ล้านบาท โดยมีรายการซื้อขายโรงแรมมูลค่าสูงเกิดขึ้น ได้แก่ โรงแรมแกรนด์ พาร์ค ออร์ชาร์ด พร้อมศูนย์การค้าไนท์บริดจ์ในบริเวณส่วนล่างของอาคาร ซึ่งนับเป็นการซื้อขายสินทรัพย์รายการเดี่ยวที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสิงคโปร์ 
 
ในขณะที่ในจีน การลงทุนซื้อขายโรงแรมในปีที่ผ่านมีมูลค่ารวม 1,100 ล้านดอลลาร์หรือประมาณกว่า 35,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 55 ราว 13% เนื่องจากรัฐบาลจีนประกาศที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่ายขึ้นทำให้บรรยากาศการลงทุนในจีนในช่วงครึ่งหลังของปีปรับตัวดีขึ้น
 
ประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่มูลค่าการลงทุนซื้อขายโรงแรมเพิ่มขึ้น ได้แก่ ฮ่องกง ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 486.7 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณกว่า 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19%  และมัลดิฟส์ มีมูลค่าการซื้อขาย 267.6 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณกว่า 8,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 614% 
 
ปัจจัยสำคัญๆ ที่ทำให้ตลาดเหล่านี้เป็นที่สนใจของนักลงทุน คือการมีเส้นทางเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ เพิ่มขึ้นและตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนขยายตัวสูง
 
นายไมค์ แบทเชเลอร์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริการการลงทุนซื้อขาย หน่วยธุรกิจบริการการลงทุนด้านโรงแรมของเจแอลแอล กล่าวว่า “การลงทุนซื้อขายโรงแรมในเอเชียที่ขยายตัวสูงขึ้นในปีที่ผ่าน เกิดจากสองปัจจัย คือความต้องการสูงจากนักลงทุน และการมีโรงแรมคุณภาพเหมาะสมเสนอขายในตลาด ตลาดที่มีพัฒนาการแล้วดังเช่นสิงคโปร์ ยังคงได้รับความสนใจสูงจากนักลงทุนที่มีเงินทุนหนา แต่โรงแรมที่มีเสนอขายกลับมีเหลือน้อยลงเรื่อยๆ นักลงทุนเริ่มหันไปหาโอกาสการลงทุนในตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงกว่า และมูลค่าอาจปรับตัวสูงขึ้นได้มากกว่าในอนาคต”
 
“ยังคงมีทุนจำนวนมากที่ต้องการลงทุนซื้อโรงแรมในเอเชียในปีนี้ โดยเฉพาะทุนจากประเทศในเอเชียด้วยกันเอง แต่จากการที่ธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคโดยรวมปรับตัวดีขึ้น ทำให้เจ้าของที่ต้องการขายโรงแรมในขณะนี้คาดหวังราคาที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกันจำนวนโรงแรมที่มีเสนอขายในภูมิภาคเริ่มมีน้อยลง ซึ่งทำให้เป็นไปได้ว่า ปริมาณการซื้อขายโรงแรมในหัวเมืองสำคัญๆ ของเอเชียในปีนี้ที่เป็นรายการใหญ่ๆ จะเกิดขึ้นน้อยลง แม้โดยภาพรวมจะยังคงมีการซื้อขายเกิดขึ้นอย่างคึกคักก็ตาม” นายไมค์กล่าว
 
นายแฟรงค์ ซอร์จิโอวานนี รองประธานฝ่ายวิจัย หน่วยธุรกิจบริการการลงทุนด้านโรงแรมของเจแอลแอล กล่าวว่า “เชื่อว่าตลอดปีนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่จะให้ความสนใจซื้อโรงแรมในญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน กลุ่มประเทศอินโดจีน และประเทศในแถบมหาสมุทรอินเดีย นอกจากนี้ ตลาดน้องใหม่ของภูมิภาคอย่างเมียนมาร์และศรีลังกา คาดว่าจะได้รับความสนใจมากขึ้นจากนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนและกล้ารับความเสี่ยงสูง”
 
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กาญจนา พาหา บรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kanchana@ddproperty.com   
 
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่  
 
 
เขียนความเห็น