ทิปส์ในการใช้บัตรเครดิตอย่างคนมีกึ๋น

Kanchana Paha12 มิ.ย. 2558

how to choose credit cards

นอกจากวงเงินที่สามารถรูดใช้จ่ายต่างๆ ล่วงหน้าได้แล้ว สิ่งที่ผู้ใช้บัตรเครดิตมองว่าเป็นกำไรคือสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในรูปแบบของรางวัล หรือส่วนลดจากยอดการใช้บัตรเครดิต ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด การสะสมแต้ม (Reward Point) การคืนเงินส่วนลด (Cash Back) หรือแม้กระทั่งการให้ไมล์สะสม (Mileage) แล้วการตอบแทนแบบไหนล่ะที่จะเหมาะสมกับเรามากที่สุด เราจำเป็นที่จะต้องมีบัตรเครดิตหลายใบหรือไม่ ถ้าไม่ แล้วบัตรใบไหนล่ะที่เราควรจะเก็บไว้

เลือกบัตรเครดิตตามไลฟ์สไตล์
ไม่มีบัตรเครดิตที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่ทุกคนสามารถเลือกบัตรที่เหมาะสมและดีที่สุดให้กับตนเองได้เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์จากการใช้บัตรเครดิตสูงสุดและเกิดความคุ้มค่า ดังนั้นผู้ที่จะตอบคำถามว่ารูปแบบของการตอบแทนของบัตรเครดิตที่เหมาะสมคือแบบใดก็คือเจ้าของบัตรนั่นเอง โดยสามารถพิจารณาได้จากพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ผ่านมาว่ามีการใช้จ่ายในแต่ละรอบบัตรเครดิตมากน้อยเพียงใด และรายจ่ายส่วนใหญ่หมดไปกับสินค้าประเภทไหนหรือบริการใด โดยพยายามมองหารายจ่ายประจำที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ จากข้อมูลในส่วนนี้จะทำให้เริ่มตีกรอบการค้นหาบัตรเครดิตที่ใช่ ยกตัวอย่าง ถ้าคุณชอบเดินทางก็เริ่มพิจารณาบัตรที่เน้นจัดรายการส่งเสริมการขายกับธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นประจำ ทั้งโรงแรมและสายการบิน หรือถ้าหากคุณชอบรับประทานอาหารก็ต้องเลือกบัตรที่มีดีลกับร้านอาหารอยู่สม่ำเสมอ เป็นต้น การใช้ไลฟ์สไตล์เป็นกรอบในการมองหาบัตรเครดิตจะทำให้เราไม่พลาดส่วนลดต่างๆ ที่ทางบัตรมอบให้

เลือกรูปแบบการตอบแทนจากยอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่เหมาะสม
นอกจากส่วนลดที่เราจะได้รับโดยตรงจากการที่ผู้ให้บริการบัตรเครดิตตกลงกับร้านค้าต่างๆ แล้ว ผู้ใช้บัตรเครดิตยังจะได้รับผลตอบแทนจากยอดการใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตโดยตรงอีกด้วย ทั้งในรูปแบบสะสมแต้ม การจ่ายเงินคืนหรือการให้ไมล์ ซึ่งในแต่ละรูปแบบนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน เราจึงอยากชวนคุณมาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

credit card spending
ภาพ via moneysupermarket.com


บัตรเครดิตสะสมแต้ม

ในทุกๆ ยอดการใช้บัตรเครดิตจะนำไปคำนวณเป็นแต้มและเก็บสะสมไว้ตามเงื่อนไขที่ผู้ให้บริการบัตรเครดิตตั้งข้อกำหนดไว้ เช่น ทุกๆ ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 25 บาทจะเปลี่ยนเป็นแต้ม 1 แต้ม เป็นต้น ซึ่งแต้มนี้เจ้าของบัตรจะทยอยเก็บสะสมไปเรื่อยๆ จากการใช้บัตรโดยเมื่อถึงจำนวนหนึ่งจึงจะสามารถนำแต้มออกมาใช้เพื่อจ่ายเป็นค่าสินค้าหรือค่าบริการหรือส่วนลดต่างๆ ได้ เช่น สามารถใช้ 100 แต้ม และเงินอีก 199 บาทเพื่อแลกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือใช้ 100 แต้มแทนเงิน 1,000 บาทเพื่อจ่ายค่าอาหาร เป็นต้น ซึ่งการเลือกบัตรเครดิตที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเราก็จะทำให้แต้มที่เราสะสมนั้นสามารถนำไปใช้ได้ในกิจกรรมการใช้จ่ายซึ่งเราจ่ายอยู่เป็นประจำ เช่น บัตรที่เน้นไลฟ์สไตล์ช้อปปิ้งก็มักจะจัดรายการให้สามารถนำแต้มบัตรเครดิตมาใช้เป็นส่วนลดราคาได้ด้วย หรือบางครั้งก็สามารถสะสมแต้มจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตโดยให้แต้มมากถึง 2-3 เท่า เป็นต้น

ดังนั้น หากใช้จ่ายเป็นจำนวนมากด้วยความจำเป็นอยู่แล้วก็จะเกิดความคุ้มค่าจากแต้มที่สะสมได้ ซึ่งเป็นข้อดีของบัตรเครดิตสะสมแต้ม แต่อย่างไรก็ตามบัตรชนิดนี้ก็มีข้อเสียอยู่ตรงที่แต้มสะสมนั้นไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างคล่องตัวเมื่อเทียบกับเงินสด นอกจากนั้นก็มีเงื่อนไขหลายอย่างในการนำแต้มมาใช้ เช่น กำหนดค่าใช้จ่ายขั้นต่ำในการซื้อสินค้าจึงจะสามารถนำแต้มออกมาใช้ได้ กำหนดยอดการใช้แต้มขั้นต่ำ รวมไปถึงการนำแต้มไปแลกซื้อสินค้าซึ่งเมื่อตีกลับมาเป็นเงินทั้งหมดพบว่าจะทำให้ต้องซื้อสินค้าในราคาที่แพงกว่าใช้เงินสดทั้งหมด เป็นต้น รวมไปถึงเงื่อนไขของบริษัทผู้ออกบัตรที่สามารถปรับเปลี่ยนเพิ่มลดมูลค่าของแต้มสะสมได้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในรูปของหน่วยเงิน แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วแต้มสะสมนั้นจะไม่มีวันหมดอายุ แต่ผู้ถือบัตรก็ควรตรวจสอบเงื่อนไขนี้อย่างละเอียด

บัตรเครดิตคืนเงิน
ในแต่ละยอดการใช้จ่ายที่เข้าตามเงื่อนไขจะได้รับเงินคืนกลับสู่เจ้าของบัตร เช่น คืนเงิน 2% ทุกๆ การใช้บัตรเครดิตสำหรับยอดการจ่ายเงิน 200,000 เป็นต้นไป หรือคืนเงิน 1% ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่สถานบริการน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งบัตรเครดิตแต่ละเจ้าก็จะมีข้อกำหนดเงื่อนไขในการคืนเงินที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งอัตราการคืนเงินจากยอดการใช้ หรือแบ่งอัตราการคืนเงินจากสินค้าหรือบริการที่ใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมักจะกำหนดจำนวนเงินที่จะคืนให้สูงสุดในแต่ละรอบบัญชีไว้ด้วย เช่น จำกัดการคืนเงินสูงสุด 2,000 บาทต่อรอบบัญชี หรือในแต่ละหมวดสินค้าจะคืนเงินสูงสุด 500 บาท เป็นต้น ซึ่งทำให้การคืนเงินนั้นจำกัดเพดานอยู่ที่ 2,000 บาทเท่านั้น และถ้าหากซื้อสินค้าหรือบริการในหมวดเดียวกันก็จะจำกัดการคืนเงินสูงสุดที่ 500 บาทเท่านั้น ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้ผู้ถือบัตรจะต้องศึกษารายละเอียดให้ดี

credit cards
ภาพ via personalloan.com.my

ข้อดีของบัตรเครดิตประเภทคืนเงินที่โดดเด่นที่สุดก็คือการได้คืนมาเป็นเงินเลย ทำให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างสะดวกสบายและหลากหลายกว่าการให้เป็นสะสมแต้ม ซึ่งต้องสะสมให้มากถึงจำนวนหนึ่งจึงจะเปลี่ยนเป็นเงินได้ หรือต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ยอดซื้อถึงจึงจะใช้แต้มได้ ซึ่งไม่มีข้อจำกัดเหล่านี้ในการใช้บัตรเครดิตแบบคืนเงิน แต่ก็แลกมาด้วยข้อเสียก็คือการมีข้อจำกัดในการคืนเงินที่มากขึ้นเช่นกัน

บัตรเครดิตให้ไมล์
บัตรเครดิตชนิดนี้คล้ายๆ กับบัตรเครดิตชนิดสะสมแต้ม แต่เปลี่ยนแต้มสะสมให้อยู่ในรูปของไมล์เท่านั้น ซึ่งไมล์นั้นสามารถนำไปแลกเป็นตั๋วเครื่องบินได้ ด้วยเหตุนี้บัตรประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางด้วยเครื่องบินเป็นประจำ เนื่องจากจะช่วยประหยัดค่าตั๋วเครื่องบินไปได้มาก แต่ทั้งนี้ก็จำกัดอยู่เฉพาะบางสายการบิน หรือเส้นทางการบินตามแต่เงื่อนไขที่บริษัทเจ้าของบัตรและสายการบินจะวางเงื่อนไขร่วมกัน และเมื่อสิทธิประโยชน์อยู่ในรูปของไมล์จึงทำให้บัตรประเภทนี้มีข้อจำกัดมากกว่าบัตรแบบสะสมแต้มในการนำไปแลกใช้

นอกจากนี้บัตรประเภทนี้บางครั้งก็จำกัดอายุของไมล์สะสมเอาไว้ ถ้าหากไม่นำมาใช้ในช่วงเวลาที่กำหนดไมล์สะสมก็อาจจะหมดอายุได้ หากจะเลือกใช้บัตรชนิดนี้นอกจากคุณควรจะมีไลฟ์สไตล์ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแล้วก็ยังต้องชอบที่จะนำไมล์สะสมไปแลกใช้ในตัวเลือกที่บัตรกำหนดไว้มากกว่าจะจ่ายเป็นเงินสดด้วยมิฉะนั้นจะไม่คุ้มค่าเลย อีกทั้งการมีบัตรเครดิตประเภทนี้หลายใบมากเกินไปก็จะเป็นการกระจายไมล์สะสมไปที่บัตรต่างๆ ทำให้ไม่สามารถรวมไมล์สะสมเอาไว้มาใช้ได้อย่างเต็มที่ ทางที่ดีควรจะเลือกใช้บัตรที่มีความยืดหยุ่นกับสายการบินหลายๆ เจ้าจะช่วยให้ใช้ประโยชน์จากบัตรได้มากขึ้นอีกด้วย

ค่าธรรมเนียมรายปีต้องใส่ใจ
อย่าพึ่งเพลิดเพลินไปกับรางวัล ผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ถือบัตรจะได้รับ เพราะการถือบัตรเครดิตบางใบนั้นยังมีค่าธรรมเนียมที่ผู้ถือบัตรจะต้องจ่ายเป็นรายปีด้วยนะ ซึ่งผู้ถือบัตรต้องตัดสินใจว่าสิ่งที่ได้รับจากบัตรนั้นคุ้มค่ากับค่าธรรมเนียมที่จะต้องเสียเป็นรายปีหรือไม่ และบางบัตรผู้ถือบัตรสามารถขอยกเว้นค่าธรรมเนียมได้ด้วย แต่ก็จะต้องมียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรตามเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนดเอาไว้เช่นกัน ซึ่งก็มักเป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างสูง

ดังนั้นถ้าหากประมาณการค่าใช้จ่ายผ่านบัตรแล้วต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีก็ไม่ควรที่จะสมัครบัตรดังกล่าว ในกรณีที่มีการใช้จ่ายไม่มากและต้องการทำบัตรเครดิตไว้ใช้ในยามที่จำเป็น การถือบัตรที่ยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีตลอดชีพก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจและช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้คุณได้

อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตและระยะปลอดดอกเบี้ย
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรใส่ใจก็คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารจะเรียกเก็บนับจากวันที่ผิดนัดชำระ หรือชำระขั้นต่ำเพียงบางส่วน คุณจึงควรเลือกใช้บัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด เผื่อในกรณีที่ไม่สามารถชำระได้เต็มจำนวนจะได้เสียดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำที่สุด และจะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าหากสามารถเลือกบัตรเครดิตที่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยนานที่สุดซึ่งก็คือช่วงเวลาระหว่างรอบบิลหนึ่งไปถึงอีกรอบบิลหนึ่ง โดยทั่วไปกำหนดไว้ระหว่าง 45 วัน ไปจนถึง 55 วัน การเลือกช่วงเวลาปลอดดอกเบี้ยที่นานกว่าจะทำให้เรามีเวลาที่จะหาเงินมาเพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตมากขึ้น

การถือบัตรเครดิตนั้นนอกจากจะอำนวยความสะดวกสบายทางการเงินของผู้ถือบัตรแล้ว การรู้จักเลือกบัตรให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้จ่ายและไลฟ์สไตล์ก็จะช่วยให้สามารถใช้บัตรเครดิตอย่างเกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

สำหรับใครที่กำลังเผชิญกับมรสุมหนี้บัตรเครดิต สามารถอ่านวิธีจัดการหนี้บัตรเครดิตแบบอยู่หมัดได้

ภาพหลัก via intelideals.net


เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย เชษฐพล มานิตย์ นักเขียนออนไลน์ประจำ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ chetapol@ddproperty.com

อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่

เขียนความเห็น

ข่าว-บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ

ออมสินปล่อยกู้สินเชื่อแก้จนผ่าน4แคมเปญใหม่

แบงค์ออมสินเตรียมวงเงิน 35,000 ล้านบาทปล่อยสินเชื่อบุคคลให้ลูกค้ารายย่อย

อ่านต่อ2 เม.ย. 2558

จัดการหนี้บัตรเครดิตอย่างไรให้อยู่หมัด?

รูดปรื๊ด รูดปรื๊ด วลีเด็ดที่มาคู่กับบัตรเครดิตซึ่งเปรียบเสมือนวิถีทา

อ่านต่อ5 มิ.ย. 2558