ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ได้ยกร่างร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจัดการบัญชีเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นการดึงเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของประชาชนมาให้กระทรวงการคลังดูแล ทำให้มีหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนหรือไม่ โดย สศค. ได้ออกมาชี้แจงเพิ่มเติมแล้วว่า การยกร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว เป็นการดูแลผลประโยชน์ของประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในระบบสถาบันการเงิน เช่นเดียวกับในหลาย ๆ ประเทศ
กฎหมายใหม่ประชาชนได้ประโยชน์
ที่ผ่านมามีประชาชนส่วนหนึ่งที่มีเงินฝากทิ้งไว้ที่สถาบันการเงินโดยที่บัญชีไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีเงินในบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีทั้งผู้ฝากเงินที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ลืมว่าเปิดบัญชีไว้และกลุ่มที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการกำหนดแนวทางการบริหารจัดการบัญชีเงินฝากดังกล่าวไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นระยะเวลานาน (Dormant Account) ออกเป็น 2 แนวทาง ได้แก่
1. กรณีเงินฝากมียอดเงินฝากคงเหลือน้อยกว่าขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนด ธนาคารสามารถเรียกเก็บค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝากได้ หากมียอดคงเหลือในบัญชีเงินฝากน้อยกว่าขั้นต่ำ ที่ธนาคารกำหนดซึ่งส่วนใหญ่ ธนาคารจะกำหนดยอดขั้นต่ำไว้ที่ 2,000 บาท และเก็บค่าบริการรักษาบัญชีจนกระทั่งเงินในบัญชีหมดไป
2. กรณีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวมียอดเงินฝากคงเหลือสูงกว่าขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนด ธนาคารไม่สามารถเรียกเก็บบริการรักษาบัญชีเงินฝากสำหรับเงินในส่วนนี้ได้ ทางธนาคารสามารถแยกเงินในบัญชีนี้ออกเป็นบัญชีที่ไม่มีการเคลื่อนไหว โดยต้องแจ้งยอดเงินฝากคงเหลือเป็นจดหมายลงทะเบียนหรือจดหมายรับรองให้ลูกค้าทราบ และหากลูกค้าหรือทายาทยังไม่ติดต่อกลับมายังธนาคารตามระยะเวลาที่กำหนด ธนาคารจะแยกเงินในบัญชีนี้ออกเป็นบัญชีที่ไม่มีการเคลื่อนไหว และที่ผ่านมาได้มีการใช้ประโยชน์จากเงินในส่วนนี้ ผ่านการรับรู้เงินในบัญชีดังกล่าวเป็นรายได้

กระทรวงการคลังจึงได้มีการยกร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในระบบสถาบันการเงินที่รับฝากเงิน
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการคลังจึงได้มีการยกร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในระบบสถาบันการเงินที่รับฝากเงิน โดยให้อำนาจกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเกินกว่า 10 ปีขึ้นไปของประชาชนแทนสถาบันการเงิน เปิดโอกาสให้เจ้าของบัญชีนำหลักฐานมาขอคืนเงินได้ตลอดเวลาโดยไม่มีระยะเวลากำหนด โดยกระทรวงการคลังจะจัดทำระบบการค้นหาขอมูลออนไลน์เพื่อสืบค้นเงินฝากเพื่อให้ประชาชนเจ้าของบัญชีหรือทายาทตามกฎหมายสามารถสืบค้นและขอคืนเงินได้ต่อไป และในอนาคตหากไม่มีการขอคืนเงินส่วนนี้รัฐบาลก็จะบริหารจัดการนำไปใช้ด้านสาธารณะประโยชนต่อไป
เดินตามต่างประเทศ คืนเงิน-สาธารณประโยชน์
ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ใช้กฎหมายลักษณะนี้ เพราะในต่างประเทศได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกัน เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ ไอร์แลนด์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา โดยส่วนใหญ่จะนำเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมาบริหารจัดการเพื่อนำเงินส่วนหนึ่งไปเพื่อสาธารณประโยชน์ และกันเงินสำรองอีกส่วนหนึ่งไว้เพื่อคืนเงินแก่ประชาชนที่มาขอเรียกเงินคืน
เปิดรับความคิดเห็นถึง 14 พ.ย.นี้
สำหรับประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว ผ่านทางโทรสาร 0-2618-3366 E-mail: fpo.hearing@gmail.com และ www.fpo.go.th ตั้งแต่วันนี้-14 พฤศจิกายน 2560 หลังจากนั้นจะนำเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อออกมาบังคับใช้ต่อไปคาดว่าจะเป็นภายในปี 2561
อัพเดท ข่าวอสังหาริมทรัพย์ สดใหม่ทุกวัน พร้อมส่งตรงถึงอีเมล์ของคุณฟรี สมัครได้ที่นี่ หรือหากคุณกำลังมองหาบ้าน คอนโด ก็สามารถเลือกชม โครงการใหม่ พร้อม รีวิวโครงการคอนโดใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคาได้เช่นกัน