ธุรกิจรุ่ง-ร่วง ปี 61 รับยุคไอทีดิจิทัลเต็มรูปแบบ

14 ธ.ค. 2560

ธุรกิจรุ่ง-ร่วง ปี 61 รับยุคไอทีดิจิทัลเต็มรูปแบบ

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยผลการวิจัยทางธุรกิจ เรื่อง “10 อันดับ ธุรกิจดาวรุ่ง และ 10 อันดับ ธุรกิจดาวร่วง ในปี 2561” พบว่า ในการสำรวจครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือ ธุรกิจความสวยความงามเสียแชมป์ให้กับธุรกิจด้านไอที จากที่ติดอันดับ 1 มาตลอด 5 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของประเทศที่ขับเคลื่อนไปตาม Mega Trend ของโลก และการเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบของประเทศไทย

10 อันดับธุรกิจดาวรุ่ง
ผลสำรวจ 10 อันดับธุรกิจดาวรุ่ง ปี 2561 ได้แก่

ลำดับ 1 ธุรกิจให้บริการด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและอุปกรณ์ (ผู้ให้บริหารโครงข่าย)
ลำดับ 2 ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม
ลำดับ 3 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
ลำดับ 4 ธุรกิจเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว
ลำดับ 5 ได้คะแนนเท่ากัน 2 กลุ่ม คือ ธุรกิจด้านปิโตรเคมีและพลาสติก และธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์
ลำดับ 6 ได้คะแนนเท่ากัน 3 กลุ่ม คือ ธุรกิจโมเดิร์นเทรด ธุรกิจบริการด้านการเงิน และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม
ลำดับ 7 ธุรกิจร้านขายยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์
ลำดับ 8 ได้คะแนนเท่ากัน 2 กลุ่ม คือ ธุรกิจด้านการศึกษา และธุรกิจเกี่ยวกับทางด้านการท่องเที่ยว
ลำดับ 9 ได้คะแนนเท่ากัน 3 กลุ่ม คือ ธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และบ้านเช่าหรือห้องเช่า ธุรกิจด้านความเชื่อ เช่น โหราศาสตร์ เครื่องราง ของขลัง
ลำดับ10 ได้คะแนนเท่ากัน 2 กลุ่ม คือ ธุรกิจวัสดุก่อสร้างและรับเหมา และธุรกิจร้านเสริมสวย ตัดผมแนวแฟชั่น

10 อันดับธุรกิจดาวร่วง
สำหรับ 10 อันดับธุรกิจดาวร่วงในปี 2561 ได้แก่

อันดับ 1 ธุรกิจหัตถกรรม
อันดับ 2 ธุรกิจด้านการผลิตเหมืองแร่
อันดับ 3 ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร วารสาร และการเช่าหนังสือ
อันดับ 4 ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องเล่น DVD, CD
อันดับ 5 ได้คะแนนเท่ากัน 2 กลุ่ม คือ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายแผ่น DVD, CD และธุรกิจให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน
อันดับ 6 ธุรกิจเคเบิลทีวี
อันดับ 7 ธุรกิจการผลิตสินค้าเกษตร เช่น ยาง ปาล์ม ข้าว
อันดับ 8 ธุรกิจร้านขายโทรศัพท์มือถือมือสอง
อันดับ 9 ธุรกิจร้านค้าแบบดั้งเดิม
อันดับ 10 ธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ต

อาชีพส่อแววรุ่งในปี 2561

อาชีพส่อแววรุ่งในปี 2561

ทั้งนี้ ผลการวิจัยดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจไทยในปี 2561 เติบโตได้ 4.2% ซึ่งการที่เศรษฐกิจไทยโตได้มากกว่า 4% ส่งผลให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น รวมทั้งยังมาจากสมมติฐานที่การลงทุนภาครัฐ การส่งออก และการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง กำลังซื้อของประชาชนฐานรากที่เพิ่มขึ้นตามโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การเลือกตั้งในประเทศทุกระดับทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ตลอดจนแนวนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การพัฒนาอินเตอร์เน็ตตำบล เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบที่อาจบั่นทอนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ต้องเฝ้าจับตามองหลายด้าน อาทิ นโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ความขัดแย้งและการก่อการร้ายระหว่างประเทศ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และหนี้เสียของ SMEs ทำให้สถาบันการเงินมีความเข้มงวดมากขึ้นในการพิจารณาให้สินเชื่อ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็ว การเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าจาก พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ และข้อตกลงเสรีการค้าอาเซียน-จีน ทำให้สินค้าจีนกว่า 700 รายการมีอัตราภาษีเหลือ 0%

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยเองในส่วนของภาครัฐได้ให้การสนับสนุนและมีการวางรากฐานและโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อรองรับต่อการพัฒนาในด้านนี้ เช่น อินเตอร์เน็ตชุมชน อินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนเข้าสู่ Digital Economy อย่างเต็มรูปแบบในปี 2561 ทำให้ผู้เกี่ยวข้องต้องปรับตัวให้ทันเพื่อไม่ให้ตกรถไฟขบวนนี้

อัพเดท ข่าวอสังหาริมทรัพย์ สดใหม่ทุกวัน พร้อมส่งตรงถึงอีเมล์ของคุณฟรี สมัครได้ที่นี่ หรือหากคุณกำลังมองหาบ้านคอนโด ก็สามารถเลือกชม โครงการใหม่ พร้อม รีวิวโครงการคอนโดใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคาได้เช่นกัน

เขียนความเห็น

ข่าว-บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ

อสังหาฯ ยุค New Normal โอกาสในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว

หลายคนคงได้ยินคำว่า New Normal กันมาบ้างแล้ว แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก New Norma

อ่านต่อ15 พ.ย. 2560