อสังหาฯ เหลือขาย กรุงเทพฯ-ปริมณฑล กว่า 1.76 แสนหน่วย พร้อมจับตาครึ่งหลังปี 65 ตลาดบ้านหรู ยูนิตขายใหม่ทะลัก และเกาะติดตลาดอสังหาฯ เอเชีย ราคาปรับลด DDproperty รวบรวมมาให้อัปเดตที่นี่
1. อสังหาฯ เหลือขายในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล กว่า 1.76 แสนหน่วย
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาอัตราดูดซับต่อเดือนในไตรมาส 2 ปี 2565 ภาพรวมอัตราดูดซับที่อยู่อาศัยทุกประเภทอยู่ที่ 3.9% ต่อเดือน ลดลงจากไตรมาสแรกซึ่งมีอัตราดูดซับ 5.0% ต่อเดือน
อาคารชุดอัตราดูดซับลดจาก 7.8% ในไตรมาสแรก มาอยู่ที่ 5.6% ในไตรมาส 2 ปี 2565 ส่วนบ้านจัดสรรอัตราดูดซับลดลงจาก 3.0% ในไตรมาสก่อนหน้า ลดลงมาอยู่ที่ 2.7% ในไตรมาส 2 ปี 2565
เมื่อแยกตามระดับราคาที่อยู่อาศัยพบว่า มีกลุ่มราคาที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่บางกลุ่มที่น่าจับตา และให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ
- กลุ่มราคา 1.01-1.50 ล้านบาท มีอัตราดูดซับลดลงอย่างมากโดยลดลงจาก 13.6% ในไตรมาสแรก มาอยู่ที่ 8.3% ในไตรมาส 2 ปี 2565
- กลุ่มราคา >20 ล้านบาท มีอัตราดูดซับลดลงจาก 6.5% ในไตรมาสแรกมาอยู่ที่ 4.6% ในไตรมาส 2 ปี 2565
แสดงให้เห็นว่าการขายเริ่มมีทิศทางที่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มชะลอตัว ด้วยอัตราดูดซับซึ่งมีทิศทางลดลงในหลายทำเล และหลายกลุ่มระดับราคา เป็นเหตุผลสำคัญทำให้หน่วยเหลือขายคงค้าง ณ ไตรมาส 2 ปี 2565 ปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงยังคงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการใหม่
โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีหน่วยเหลือขายจำนวนทั้งสิ้น 176,473 หน่วย มูลค่า 860,335 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการอาคารชุด 66,975 หน่วย มูลค่า 300,795 ล้านบาท โครงการบ้านจัดสรร จำนวน 109,498 หน่วย มูลค่า 559,540 ล้านบาท
5 ทำเลที่มีโครงการอาคารชุดเหลือขายสูงสุด
- อันดับ 1 โซนห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง จำนวน 9,496 หน่วย มูลค่า 40,696 ล้านบาท
- อันดับ 2 โซนเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด จำนวน 7,102 หน่วย มูลค่า 16,233 ล้านบาท
- อันดับ 3 โซนพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ จำนวน 7,006 หน่วย มูลค่า 20,462 ล้านบาท
- อันดับ 4 โซนธนบุรี-คลองสาน-บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด จำนวน 6,849 หน่วย มูลค่า 22,202 ล้านบาท
- อันดับ 5 โซนสุขุมวิท จำนวน 5,344 หน่วย มูลค่า 61,151 ล้านบาท
5 ทำเลที่มีโครงการบ้านจัดสรรเหลือขายสูงสุด
- อันดับ 1 โซนลำลูกกา-คลองหลวง-ธัญบุรี-หนองเสือ จำนวน 20,639 หน่วย มูลค่า 73,132 ล้านบาท
- อันดับ 2 โซนบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง จำนวน 15,713 หน่วย มูลค่า 89,269 ล้านบาท
- อันดับ 3 โซนบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย จำนวน 15,700 หน่วย มูลค่า 70,628 ล้านบาท
- อันดับ 4 โซนเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ จำนวน 9,419 หน่วย มูลค่า 35,589 ล้านบาท
- อันดับ 5 โซนเมืองปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว-สามโคก จำนวน 9,151 หน่วย มูลค่า 34,599 ล้านบาท
2. เผยสัญญาณบวกตลาดที่อยู่อาศัย ปี 65 ยอดโอน-ยอดขายปรับเพิ่ม
ธนาคารเกียรตินาคินภัทรหรือ KKP เปิดเผยบทวิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์พื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2565 ระบุจากข้อมูลการเปิดโครงการใหม่ 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม 2565)
สินค้าบ้านแนวราบกลุ่มทาวน์เฮ้าส์เปิดใหม่มากที่สุด ราคา 2-3 ล้านบาท บ้านเดี่ยวเปิดใหม่มากที่สุด ราคา 10-20 ล้านบาท และคอนโดเปิดใหม่มากที่สุด ราคา 1-2 ล้านบาท
โดยมีแนวโน้มอาจเกิดตลาดอิ่มตัวในบางทำเล เนื่องจากหลายโครงการหันไปเน้นพัฒนาคอนโดราคาถูก 50,000-60,000 บาท/ตารางเมตร โดยทำห้องให้มีขนาดที่เล็กที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ตามกฎหมาย เพื่อให้มีราคาขายต่ำกว่า 2 ล้านบาท/ยูนิต
ทำให้เกิดเป็นเทรนด์ Micro Condo ที่มีพื้นที่ใช้สอย 21-25 ตารางเมตร ฟังก์ชั่นเปิดเป็นห้องแบบ 1 ห้องนอนเทียม คือ เป็นห้องชุดมีฉากกั้นเพื่อแบ่งสัดส่วนเท่านั้น และคาดว่าการเปิดตัวใหม่ของโครงการคอนโดในปี 2565 จะมากกว่าปี 2563+2564 รวมกัน
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ปี 2565 ตลาดที่อยู่อาศัยเริ่มมีสัญญาณบวกจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่จะกลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด-19 โดยเฉพาะบ้านแนวราบ มีแนวโน้มการขยายตัวสูงของสินค้าทาวน์เฮาส์-บ้านแฝด กลุ่มระดับราคา 2-5 ล้านบาท เติบโตมากขึ้นในพื้นที่จังหวัดปริมณฑล ตามต้นทุนของที่ดินที่ปรับสูงขึ้น
ส่วนยอดขายบ้านเดี่ยวคาดว่า ปรับเพิ่มขึ้นในกลุ่มราคา 10-15 ล้านบาท เนื่องจากราคาบ้านเดี่ยวมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามต้นทุนของราคาที่ดินและค่าก่อสร้าง โดยดีมานด์ใหม่ของบ้านเดี่ยวที่เข้ามาในตลาดมากที่สุดเป็นกลุ่มราคา 10-20 ล้านบาท
ปัจจัยกดดัน เช่น เทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ทำให้ต้นทุนการพัฒนาโครงการสูงขึ้นจากค่าวัสดุ ค่าแรง ค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดผลิตภัณฑ์เหล็กสูงขึ้น 10-15% หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีตสูงขึ้น 6-8%
ยิ่งกว่านั้น โครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวในช่วงครึ่งปีแรก 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 52,000 ยูนิต ทำให้ในอนาคตอาจเกิดภาวะขาดแคลนวัสดุบางประเภท รวมทั้งค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้น 5%
แนวโน้มปลายปี 2565-กลางปี 2566 หากดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น และมีการยกเลิกอัตราดอกเบี้ยคงที่ จะส่งผลต่อวงเงินในการซื้อบ้านและจำนวนเงินงวดที่ต้องจ่ายต่อเดือน ทำให้คนอาจเร่งตัดสินใจ 2 แนวทางคือ ซื้อบ้านก่อนต้นทุนจะเพิ่ม หรือชะลอการซื้อบ้าน
สรุปข่าวจากประชาชาติธุรกิจ: 6 เดือนแรกชี้เทรนด์อสังหาปีเสือ KKP ชี้ Micro Condo-ซื้อทดแทนมาแรง

3. ครึ่งหลังปี 65 ตลาดบ้านหรู ยูนิตขายใหม่ทะลัก
คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ระบุว่า ตลาดบ้านหรู ราคาเริ่ม 20-100 ล้านบาท ยังคงเติบโตอย่างโดดเด่น ต่อเนื่องช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอย่างน่าแปลกใจ ทั้งที่สภาพเศรษฐกิจไทยช่วงหลัง ถดถอยจากวิกฤติโควิด-19 รวมซัพพลายเปิดขายใหม่ กว่า 4,127 ยูนิต ด้วยมูลค่าการพัฒนารวมกว่า 1.44 แสนล้านบาทแล้ว
ขณะครึ่งปีแรก 2565 มีซัพพลายบ้านหรูราคามากกว่า 20 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการขาย ทั้งสิ้น 2,833 ยูนิต โดย 84.25% มาจากผู้พัฒนารายใหญ่ครองตลาด ทั้งนี้ บ้านระดับดังกล่าว มีการกระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ แม้แต่ในกรุงเทพชั้นใน อีกทั้งทิศทางบ้านหรูในซอย และไซส์เล็ก มีแนวโน้มมากขึ้นอีกด้วย
ปัจจุบันอัตราการขายเฉลี่ยรวมตลาดบ้านหรู อยู่ที่ประมาณ 57.64 % หรือ ขายไปแล้วราว 1,633 ยูนิต ขณะนี้มีหน่วยรอขาย 1,200 ยูนิต หรือ 4.2 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ การครอบครองบ้านหรู กลายเป็นส่วนเติมเต็มภาพลักษณ์ และเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในภาวะเงินเฟ้อ ทำให้ ตลาดในช่วงครึ่งปีหลังและอนาคตจะมีการแข่งขันของผู้พัฒนาร้อนแรงขึ้นอีก ด้วยยูนิตขายใหม่อีกมากกว่า 750 ยูนิต มูลค่าการพัฒนา รวมกว่า 3.5 หมื่นล้านบาทเข้าสู่ตลาด
ส่งผลให้คาดการณ์ซัพพลายเปิดขายใหม่ในปีนี้ สูงกว่า1,000 ยูนิต เป็นครั้แรกในรอบ 10 ปีหลังจากพบสัญญาณผู้พัฒนารายใหญ่ เตรียมเร่งเครื่อง สำหรับการเปิดตัวโครงการใหม่กันอย่างต่อเนื่อง
จากการประเมิน ตลาดบ้านเดี่ยวช่วงราคา 30-60 ล้านบาท ขนาดที่ดิน 100-180 ตารางวา และพื้นที่ใช้สอย 600-800 ตารางเมตร เป็นตลาดที่โดดเด่นและน่าจับตามองอย่างมากในช่วงครึ่งปีหลัง
บ้านหรู 100 ล้าน เหมาะกับใคร ส่อง 5 ทำเลบ้านหรูในกรุงเทพฯ
4. ราคาอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัยในเอเชียปรับตัวลดลง สวนทางทั่วโลก
ไนท์แฟรงค์ฯ ได้ทำการสำรวจ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ 56 แห่งทั่วโลก พบว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ ในตลาด 7 แห่งปรับตัวลดลง สวนทางกับภาพรวมราคาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดส่วนใหญ่ทั่วโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยทั่วโลกนั้นปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปี 2565
แต่ขณะเดียวกันก็พบว่า ราคาที่พักอาศัยใน 7 ประเทศกลับสวนทางปรับตัวลดลง ซึ่ง 6 ใน 7 ประเทศและเขตแดนดังกล่าวอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ดังนี้
- นิวซีแลนด์ ปรับตัวลง 3.0%
- มาเลเซีย ปรับตัวลดลง 2.0%
- ออสเตรเลีย ลดลง 0.7%
- จีน ลดลง 0.5%
- เกาหลีใต้ ลดลง 0.4%
- ฮ่องกง ลดลง 0.4%
- โมร็อกโก ลดลง 0.3%
ส่วนราคาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยทั่วโลกในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 1.6% อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกของปีที่แล้ว (2564) ซึ่งราคาปรับตัวขึ้นถึง 6.2% ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยชะลอตัวลง
ในเวลาไล่เลี่ยกันก่อนหน้านี้ ยังมีการสำรวจความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ นักวิเคราะห์พากันแสดงความเป็นห่วงตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนในปีนี้ที่คาดว่าราคาบ้านพักอาศัยจะร่วงหนัก เนื่องจากผู้ซื้อบ้านยังคงมีความไม่ไว้วางใจ ผลสืบเนื่องตามมาคือ ยอดขายอสังหาริมทรัพย์จะลดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์คาดว่า ราคาบ้านใหม่ในจีนจะลดลง 1.4% ในปี 2565 เมื่อเทียบกับผลสำรวจเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งนักวิเคราะห์ได้ประเมินไว้ว่า ราคาบ้านจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในปีนี้
ในขณะที่ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ของจีนในภาพรวมมีแนวโน้มจะร่วงลง 24.5% ซึ่งมากกว่าผลสำรวจเมื่อเดือนพฤษภาคมที่มองว่าจะลดลงเพียง 10%
ทั้งนี้ ผลสำรวจชี้ว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า (2566) แนวโน้มสถานการณ์จะดีขึ้นบ้าง โดยราคาบ้านใหม่ในจีนคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น 2% เมื่อเทียบเป็นรายปี สวนทางกับยอดขายซึ่งคาดว่าจะลดลง 15% เนื่องจากความต้องการที่ยังคงซบเซา
สรุปข่าวจากฐานเศรษฐกิจ: ราคาอสังหาฯ ในเอเชียชะลอตัว ผลกระทบดอกเบี้ยขาขึ้น
5. ต่อเวลามาตรการช่วยเหลือค่าไฟบ้านถึงสิ้นปี 65
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เคาะต่ออายุมาตราเร่งด่วน ขยายมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้ากลุ่มเปราะบางถึงธันวาคม 2565 ลดก๊าซ LPG สำหรับหาบเร่ แผงลอย ลดก๊าซหุงต้มสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล
มาตรการบรรเทาผลกระทบด้านไฟฟ้า
โดยการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ค่าไฟฟ้าประจำเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 ดังนี้
- กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วย/เดือน ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ให้ส่วนลดค่า Ft จำนวน 92.04 สตางค์/หน่วย
- กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 301-500 หน่วย/เดือน ซึ่งเป็นคนชั้นกลาง ให้ส่วนลดจากการเพิ่มขึ้นของค่า Ft ร้อยละ 75 จำนวน 51.50 สตางค์/หน่วย
- กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 351-400 หน่วย ให้ส่วนลดค่า Ft ร้อยละ 45 คือ จำนวน 30.90 สตางค์ต่อหน่วย/เดือน
ผู้ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 401- 500 หน่วย ให้ส่วนลดค่า Ft ร้อยละ 15 คือ จำนวน 10.30 สตางค์/หน่วย
ค่า Ft คืออะไร 3 ส่วนหลักที่ใช้ในการคิดค่าไฟ จากข้อมูลการไฟฟ้านครหลวง
มาตรการช่วยเหลือด้านราคาก๊าซ LPG
ขยายระยะเวลาส่วนลดราคาก๊าซ LPG แก่ร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหารที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่เกิน 100 บาท/ราย/เดือน
ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มแก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 45 บาท/คน/ 3 เดือน เพิ่มขึ้นอีก 55 บาท/คน/ 3 เดือน รวมเป็น 100 บาท/คน/ 3 เดือน
โดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2565 คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มประมาณ 5.5 ล้านราย งบประมาณประมาณ 302.5 ล้านบาท
มาตรการบริหารราคาน้ำมันดีเชล
อุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลโดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2565 เพื่อบริหารจัดการราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
สรุปข่าวจาก PPTV Online: ขยายระยะเวลา ลดราคาก๊าซ LPG ช่วยค่าไฟบ้าน ถึงสิ้นปีนี้
สนใจรับบทความดีดี อัปเดต ข่าวอสังหาริมทรัพย์ และ อ่านคู่มือซื้อขาย พร้อม รีวิวโครงการคอนโดฯ ใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคา รวมถึง ทำความรู้จักกับทำเลฮอตทั่วกรุง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ-ขาย-เช่า
