สรุปข่าวเด่นอสังหาฯ รอบสัปดาห์ 4-8 ก.ค. 65

9 ก.ค. 2565

จับตาคอนโดใน EEC เสี่ยงโอเวอร์ซัพพลาย เหลือขายกว่า 19,000 ยูนิต

ตลาดซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาฯ คึกคักรับสูงวัย บูมธุรกิจเวลเนส ดีมานด์ไทย-ต่างชาติพุ่ง กลุ่มแคมปัสคอนโดเติบโต โครงการที่อยู่อาศัยเล็งตั้งสถานีชาร์จ EV พร้อมเจาะตลาดอสังหาฯ EEC ซึ่ง DDproperty รวบรวมมาให้อัปเดตที่นี่

Subscription Banner for Article

1. จับตาคอนโดใน EEC เสี่ยงโอเวอร์ซัพพลาย เหลือขายกว่า 19,000 ยูนิต

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยที่เสนอขายในพื้นที่ 3 จังหวัด โครงการภายใต้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ในไตรมาส 1 ปี 2565 มีจำนวน 63,892 ยูนิต มูลค่า 214,156 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการอาคารชุด 20,979 ยูนิต และบ้านจัดสรร 42,913 ยูนิต

ในจำนวนนี้เป็นโครงการใหม่ 2,956 ยูนิต มูลค่า 10,077 ล้านบาท และขายได้ใหม่ 7,789 ยูนิต มูลค่า 22,945 ล้านบาท ส่งผลให้มีหน่วยเหลือขายในตลาด 56,103 ยูนิต

EEC คืออะไร ส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจและตลาดอสังหาฯ 3 จังหวัดภาคตะวันออก

ด้านอุปทานไตรมาสแรก จำนวนที่อยู่อาศัยเสนอขายลดลงจากช่วงครึ่งหลังปี 2564 มีโครงการใหม่จำนวน 2,956 ยูนิต มูลค่า 10,077 ล้านบาท แบ่งเป็นอาคารชุด 839 ยูนิต มูลค่า 1,581 ล้านบาท และบ้านจัดสรร 2,117 ยูนิต มูลค่า 8,496 ล้านบาท

โครงการอาคารชุด ส่วนใหญ่กระจุกตัวใน จ.ชลบุรี พื้นที่ย่านนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่ใกล้เขตเมือง อาทิ โซนนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จำนวน 481 ยูนิต มูลค่า 839 ล้านบาท ย่านบางแสน-หนองมน-บางพระ 281 ยูนิต มูลค่า 622 ล้านบาท และย่านบางปะกง 77 ยูนิต มูลค่า 121 ล้านบาท ระดับราคา 1.51- 3 ล้านบาท

ขณะที่บ้านจัดสรร มีโครงการเปิดขายใหม่กระจายอยู่ใน 4 ทำเลหลัก คือ ย่านศรีราชา-อัสสัมชัญ 602 ยูนิต มูลค่า 3,030 ล้านบาท ย่านนิคมฯ อมตะนคร-บายพาส 524 ยูนิต มูลค่า 2,135 ล้านบาท ย่านห้วยใหญ่ 402 ยูนิต มูลค่า 1,217 ล้านบาท และย่านบางแสน-หนองมน-บางพระ 348 ยูนิต มูลค่า 1,456 ล้านบาท

ส่วนจำนวนสินค้าเหลือขายใน EEC มีจำนวนถึง 56,103 ยูนิต มูลค่า 191,220 ล้านบาท เป็นโครงการอาคารชุด 19,299 ยูนิต มูลค่า 85,088 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะอยู่ในโซนจอมเทียน 7,654 ยูนิต โซนพัทยา-เขาพระตำหนัก 5,495 ยูนิต และโซนแหลมฉบัง 1,901 ยูนิต

สะท้อนให้เห็นว่าอาคารชุดในพื้นที่ท่องเที่ยวยังคงมีภาวะโอเวอร์ซัพพลาย

ขณะที่บ้านจัดสรรมีหน่วยเหลือขายรวม 36,804 ยูนิต มูลค่า 106,132 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นรอบนิคมอุตสาหกรรม เช่น โซนนิคมฯ อมตะซิตี้-อีสเทิร์น 6,419 ยูนิต โซนนิคมฯ พานทอง-พนัสนิคม 3,089 ยูนิต และโซนนิคมฯ เหมราช 3,066 ยูนิต ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มสินค้าประเภททาวน์เฮ้าส์

สรุปข่าวจากกรุงเทพธุรกิจ: ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯส่งสัญญาณคอนโดโซนท่องเที่ยวอีอีซีโอเวอร์ซัพพลาย

2. สังคมผู้สูงอายุ ดันธุรกิจเวลเนสบูม ดีมานด์ไทย-ต่างชาติพุ่ง

ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจเวลเนสในไทยเติบโตอย่างมาก จากการที่ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ดีมานด์เติบโตเป็นเงาตามตัว

ข้อมูลปี 2564 ตัวเลขมูลค่าตลาดสินค้าและบริการเพื่อสุขภาพ (Wellness) ในไทย มีมูลค่า 65,000 ล้านบาท สะท้อนว่าคนไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น ภายใต้องค์ประกอบทั้งสังคมผู้สูงวัย ปัญหามลพิษฝุ่นควัน และสถานการณ์โควิด ทำให้เทรนด์ตลาดเวลเนสจะเติบโตต่อเนื่อง จากดีมานด์ทั้งผู้สูงอายุไทยและชาวต่างชาติวัยเกษียณ ที่ต้องการเข้ามาพักอาศัยระยะยาวในไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ

5 ปัจจัยที่ผู้สูงวัยมองหา เมื่อต้องการซื้อบ้าน

ขณะที่ Wellness Real Estate หรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม ก็เป็นเทรนด์ที่มาแรงและเป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่นักพัฒนาโครงการต้องจับตามอง

หากโฟกัสธุรกิจดูแลผู้สูงอายุหรือเนิร์สซิ่งโฮมในประเทศไทยพบว่า เติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วง 1-2 ปี (2563-2564) จำนวนเนิร์สซิ่งโฮมจาก 200 แห่ง เพิ่มเป็น 450 แห่ง นับเฉพาะการขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังไม่นับรวมเนิร์สซิ่งโฮมที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีก 1,000-2,000 แห่งทั่วประเทศ

สรุปข่าวจากประชาชาติธุรกิจ: wellness บูมแสนล้าน กลุ่มทุนดันไทย ขึ้นแท่นฮับสุขภาพ

เรียลดีมานด์-นักลงทุน หนุนแคมปัสคอนโด ซื้อคุ้มกว่าเช่า

3. เรียลดีมานด์-นักลงทุน หนุนแคมปัสคอนโด ซื้อคุ้มกว่าเช่า

ไนท์แฟรงค์ฯ ชี้ขณะนี้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดคอนโดที่ขยายตัวต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2564 ณ สิ้นไตรมาส 1 มีจำนวนหน่วยเปิดใหม่แล้ว 16,000 ยูนิต ยอดขายไปได้ดีกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัดที่ 43%

สะท้อนการกลับมาของเรียลดีมานด์และนักลงทุนบางกลุ่มโดยเฉพาะ ตลาดแคมปัสคอนโด (คอนโดใกล้สถานศึกษา) ที่เคยเงียบเหงาไป ทั้งการพัฒนาโครงการและการลงทุน เช่าใหม่ จากการที่สถานศึกษาปิด และปรับไปเรียนออนไลน์กว่า 2 ปี

ปัจจุบันหลังจากสถานศึกษา มหาวิทยาลัย กลับมาเปิดทำการเรียน การสอน พบผู้เช่าที่เคยยกเลิกการเช่าคอนโดเริ่มกลับเข้ามา โดยเฉพาะการหาโครงการที่มีความแปลกใหม่ ปัจจัยนี้เองทำให้นักลงทุนเล็งเห็นโอกาสการเข้ามาลงทุนซื้อคอนโดเพื่อไว้ปล่อยเช่าระยะยาว

ทั้งนี้ นักลงทุนแคมปัสคอนโด มีความเฉพาะตัว ต่างจากนักลงทุนที่เน้นอสังหาฯ ในเมือง และมองหาโซลูชั่นการบริหารจัดการจากเจ้าของโครงการ เพื่อหวังเพิ่มผลตอบแทน แต่นักลงทุนกลุ่มนี้ จะมองโอกาสในระยะยาวจากดีมานด์ผู้เช่าเก่าไปใหม่มา

ขณะเดียวกันก็มีนักลงทุนหน้าใหม่ที่บาดเจ็บจากการลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ นำกำไรที่เคยได้ เข้ามาลงทุนในอสังหาฯ เช่นกัน หลังจากเห็นว่าเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ โดยบางโครงการ ทำ Capital Gain (กำไรจากส่วนต่างราคา) ได้สูงถึง 10-20%

อีกกลุ่มผู้ซื้อที่น่าสนใจ คือ พ่อแม่-ผู้ปกครอง พบว่ากลุ่มผู้ปกครองที่มีความพร้อมและเห็นโอกาสการลงทุน เมื่อเทียบกับค่าเช่าระยะเวลา 4-6 ปี ค่าเช่าเดือนละ 12,000 บาท เทียบกับคอนโดใหม่ ราคาประมาณ 2.55 ล้านบาท จะคิดเป็นประมาณ 22% ของราคาซื้อขาดแล้ว

ผู้ปกครองจึงมองว่าการซื้อมีความคุ้มค่ามากกว่า เพราะได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าในระหว่างเรียน และหลังเรียนจบก็ยังสามารถปล่อยเช่าหรือขายต่อได้ราคาที่ดี

ส่วนราคาของตลาดแคมปัสคอนโดที่ผู้ซื้อตอบรับดี จะอยู่ในช่วง 80,000-85,000 บาทต่อตารางเมตร หรือประมาณ 2-3 ล้านบาท

สรุปข่าวจากฐานเศรษฐกิจ: ‘แคมปัสคอนโด’ เนื้อหอม นักลงทุน แห่ซื้อปล่อยเช่า พ่อแม่ขายต่อ ทำกำไร 20%

4. โครงการอสังหาฯ เล็งตั้งสถานีชาร์จ EV รับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า

ลุมพินี วิสดอมฯ กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยในปัจจุบันเพื่อตอบโจทย์อนาคตว่า จำเป็นต้องมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ ผลจากวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้น ผนวกกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน โดยกำหนดให้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอยู่ที่ 1.2 ล้านคัน ในปี 2579

รายงานของกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2562-2564 มีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทั้งแบบ HEV (Hybrid Electric Vehicle), BEV (Battery Electric Vehicle), และ PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) จดทะเบียนในประเทศรวมทั้งสิ้น 95,034 คัน เฉพาะปี 2564 มีจำนวนยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าทั้ง HEV, BEV, PHEV ทั้งสิ้น 40,710 คัน เติบโต 43% จากปี 2563

ผนวกกับนโยบายของรัฐบาลสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศที่ประกาศลดอัตราภาษี และยกเว้นภาษีอากรศุลกากร สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (รถ EV) กรณีรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน แบบแบตเตอรี่สำเร็จรูปที่นำเข้ามาทั้งคัน 20-40%

คาดว่ายอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้านั่งในปี 2565 มีแนวโน้มที่จะเติบโตไม่น้อยกว่า 50% โดยประมาณว่าจะมีการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 3 แบบไม่น้อยกว่า 61,065 คัน ทำให้ยอดรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนในประเทศไทยแตะระดับ 156,100 คัน แนวโน้มความต้องการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจึงเพิ่มขึ้น

รายงานของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย Electric Vehicle Association of Thailand-EVAT ระบุว่าในปี 2564 ( ณ วันที่ 22 กันยายน 2564) มีจำนวนสถานีชาร์จไฟ 693 แห่ง มีหัวจ่ายประมาณ 2,285 หัวจ่าย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและหัวจ่ายในที่พักอาศัย ทั้งโครงการอาคารชุดและโครงการบ้านพักอาศัย ซึ่งในการก่อสร้างต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก

1) สำรวจปริมาณการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือแนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตของผู้พักอาศัย เพื่อทราบถึงปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าที่แน่ชัด

2) เลือกพื้นที่สำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า สำหรับคอนโดมิเนียม ความเป็นส่วนตัวของผู้พักอาศัย เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างยิ่ง

3) การบริหารจัดการของนิติบุคคล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้พักอาศัยทุกคน

นอกจากนี้ จากแผนของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งได้วางเป้าหมายในปี 2573 ไทยควรมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 567 แห่ง และเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าแบบ Fast Charge 13,251 เครื่อง ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วไทย เน้นเข้าถึงง่าย ต้นทุนเหมาะสม จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งอาคารชุด และบ้านพักอาศัย ในการสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

รวมคอนโดมีที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ราคาเริ่มไม่ถึง 2 ล้าน

 

สนใจรับบทความดีดี อัปเดต ข่าวอสังหาริมทรัพย์ และ อ่านคู่มือซื้อขาย พร้อม รีวิวโครงการคอนโดฯ ใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคา รวมถึง ทำความรู้จักกับทำเลฮอตทั่วกรุง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ-ขาย-เช่า

เขียนความเห็น

ข่าว-บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ