จากการประชุม EU Summit ที่ผ่านพ้นไปเมื่อท้ายสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฎว่าผลดีเกิดคาดการณ์ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงพุ่ง ยูโรแข็งค่า 1.7 % ทอง +3% น้ำมัน +9%
หลังจากการประชุม EU Summit ในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ก็ได้ข้อสรุปว่า กองทุนคุ้มครองยูโรโซนจะสามารถเพิ่มทุนให้แก่ธนาคารพาณิชย์ได้โดยตรงตั้งแต่ปีหน้า โดยไม่ส่งผลให้ยอดขาดดุลงบประมาณของประเทศสมาชิกยูโรโซนเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งตกลงกันว่าจะจัดตั้งหน่วยงานเดียวในการกำกับดูแลธนาคารทั่วยูโรโซนด้วย
นอกจากนี้กองทุนคุ้มครองยูโรโซนยังสามารถแทรกแซงตลาดพันธบัตรเพื่อช่วยเหลือประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอ ซึ่งข้อตกลงนี้ช่วยลดความไม่แน่นอนในยูโรโซนที่กดดันตลาดหุ้นมาตลอดลงได้บ้าง ทำให้ความมั่นใจในการเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงมีมากขึ้นอีกครั้ง มีผลต่อตลาดหุ้นไทยในเชิงบวกด้วยเช่นกัน
บทสรุปจาก EU Summit
-จะมีการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อกำกับดูแลภาคธนาคารของยูโรโซน นำไปสู่การจัดตั้ง Banking Union
-ให้กองทุน EFSF/ESM สามารถเพิ่มทุนให้ธนาคารที่ประสบปัญหาได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านรัฐบาลเพื่อไม่ให้หนี้ภาครัฐเพิ่ม
-กระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานโดยมีวงเงิน 1.2 แสนล้านยูโร
-อนุมัติเพิ่มทุนให้กองทุน ESM เป็นจำนวน 2 แสนล้านยูโร
หมายเหตุ: วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2552 ความกลัววิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปได้เริ่มมีขึ้นในหมู่นักลงทุนที่ค่อนข้างอนุรักษนิยมทางการเงินเกี่ยวกับรัฐในทวีปยุโรปบางรัฐ โดยสถานการณ์เริ่มตึงเครียดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในต้นปี พ.ศ. 2553 ซึ่งรวมไปถึงสมาชิกยูโรโซน กรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส และประเทศสหภาพยุโรปบางประเทศนอกพื้นที่ดังกล่าวด้วย
ไอซ์แลนด์ ประเทศซึ่งประสบวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดใน พ.ศ. 2551 เมื่อระบบการธนาคารระหว่างประเทศทั้งหมดล้มลง กลายเป็นว่าได้รับผลกระทบน้อยจากวิกฤตหนี้สาธารณะ เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ธนาคารได้ ในสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงจากเงินช่วยเหลือธนาคาร วิกฤตความเชื่อมั่นได้เกิดขึ้นด้วยการเพิ่มผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลขยายและมีการประกันความเสี่ยงสวอปการผิดนัดชำระหนี้ ระหว่างประเทศเหล่านี้กับสมาชิกสหภาพยุโรปอื่น ที่สำคัญที่สุดคือ เยอรมนี
วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปเป็นผลมาจากปัจจัยซับซ้อนหลายอย่างประกอบกัน รวมทั้งโลกาภิวัฒน์ของการเงิน ภาวะการปล่อยสินเชื่อที่ง่ายระหว่างช่วง พ.ศ. 2545-2551 ซึ่งกระตุ้นการปฏิบัติให้กู้ยืมและกู้ยืมความเสี่ยงสูง การค้าระหว่างประเทศไม่สมดุล ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ได้แตกนับแต่นั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าใน พ.ศ. 2551 และหลังจากนั้น ทางเลือกนโยบายการเงินซึ่งเกี่ยวข้องกับรายได้และรายจ่ายของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้จ่ายเพื่อสิทธิสูง และวิธีการที่ประเทศต่าง ๆ ใช้เพื่อให้เงินช่วยเหลือแก่อุตสาหกรรมการธนาคารที่ประสบปัญหาและผู้ถือพันธบัตรเอกชน ภาระหนี้เอกชนที่แบกรับหรือการสูญเสียความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคม
หมายเหตุ : ภาพจาก sxc.hu