เคล็ดลับรับปีมังกรน้ำ ตอน 3 (ขจัดความรก)

17 ก.ค. 2555

Punika  Thaipitakkul

เหตุผลที่คนสะสมความรกรุงรัง ?

หลังจากที่ดาด้า ลองให้เพื่อนๆ ไปสำรวจดูซิว่า รอบๆ ตัวเรามีอะไรรกรุงรังมากน้อยแค่ไหน ดาด้าว่าหลายๆ คงจะเห็น และรู้แล้วละคะว่า เราแต่ละคนต่างสะสมความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยกันไว้ มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป  
 

แต่ถ้าใครยังไม่ได้อ่านตอนที่ 2 ก็อาจจะยังงงๆ ว่า ดาด้าพูดถึงเรื่องอะไรอยู่  ยังไงลองแวะไปอ่านตอนที่ผ่านมาได้ที่นี่ค่ะ

http://www.ddproperty.com/ข่าวอสังหาริมทรัพย์-บทความ/2012/2/74/เคล็ดลับดีๆ-รับปีมังกร-ตอนที่-2

ดาด้า คิดว่า คนเราเนี่ยก็รู้กันแหละค่ะว่า อะไรที่มันไม่เรียบร้อย มันรก แต่ก็ไม่รู้จะจัดการกับสิ่งของรกรุงรังอย่างไรดี  เป็นอารมณ์นี้กันบ้างไหมคะ คือไม่รู้ว่าจะทิ้งอะไรดี อันนี้ก็สำคัญ อันนั้นก็เข้าที ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทิ้งสิ่งของชิ้นใดออกไป จากชีวิต

ก่อนอื่นเลยเรามาดูเหตุผลลึกๆ ที่เราแต่ละคนเก็บข้าวของต่างๆ ไว้ ทั้งที่บางทีเราแทบไม่ได้ใช้งานมันเลยก็ตามที

 

“เผื่อเอาไว้”  สักวันฉันอาจต้องใช้ของสิ่งนี้
 

นี่เป็นเหตุผลสุดคลาสิคที่ทำให้หลายคนตัดใจไม่ขาด ทิ้งของไม่ได้ทุกครั้งไป แต่อันที่จริงแล้ว สิ่งที่เราคิดว่า สักวันเราอาจจำเป็นต้องใช้สิ่งนั้น เราอาจเก็บดองไปอีกหลายปี จนกระทั่งมันเก่า แล้วเราก็ไม่ได้งานมันอีกเลยก็เป็นไปได้นะคะ  ความไม่มั่นใจในอนาคต เป็นความคิดที่เราคิดกันไปเอง ทำให้เรากลัวว่า หากทิ้งบางสิ่งไป แล้วหากเราต้องการมันล่ะ เราจะทำอย่างไร บางทีเราอาจกังวลแทนสมาชิกในครอบครัว กังวลแทนเพื่อนว่า เขาอาจต้องใช้สิ่งของสิ่งนี้ เราเลยเก็บเผื่อให้พวกเขาอีกด้วย แต่ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นล้วนเป็นความคิดที่คุณคิดขึ้นเอง กังวลไปเองทั้งนั้นค่ะ

ทำไมเราถึงไม่ลองหัดเลิกคิด  หัดสิ้นคิด หัดเลิกกังวลอะไรๆ ในชีวิตไปบ้างล่ะคะ บางทีการคิดกังวลว่าเราจะต้องใช้สิ่งนี้ เราจะต้องเก็บของนี้ไว้เพราะไม่แน่ว่าเราอาจจะต้องใช้มันเมื่อไรก็ไม่รู้ อาจทำให้เราละเลยถึงความรู้สึกจริงๆ ของใจที่ต้องการความโล่งโปร่งสบาย ใจเราบอกเราว่า อยากให้พื้นที่ในบ้าน บนโต๊ะทำงาน ในกระเป๋าถือมันสบายตากว่านี้นะ  แต่ความคิดบอกเราว่า ฉันอาจต้องใช้ของเหล่านี้ เลยทำให้เราไม่กล้าทิ้งของเหล่านั้นไป บางทีบางคนก็เสียดาย แหม ซื้อมาก็ราคาไม่ใช่น้อย จะทิ้งไปก็ใช่ที่  แต่เชื่อเถอะค่ะว่า หากใจคุณบอกว่า คุณอยากได้ความโล่งตา ปลอดโปร่งใจ  การตัดใจทิ้งสิ่งของเหล่านั้นจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นมาก  ความรู้สึกดีที่เกิดขึ้น เราไม่สามารถเอาเงินไปซื้อหามาได้  เมื่อเทียบกับราคาของสิ่งของ มันคนละเรื่อง เปรียบกันไม่ได้เลยกับความสบายใจที่มันมีค่าเกินเงินทองมากนัก

ความยึดติดกับอดีต และความผูกพันในสิ่งของบางอย่าง

มีของบางอย่างที่ทำให้รำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เราประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นของขวัญที่เพื่อนให้  ตั๋วคอนเสิร์ตสุดโปรด  สมุดบันทึกที่เราบันทึกเรื่องราวเก่าๆ ของเรา ฯลฯ  บางทีหากเราต้องทิ้งของเหล่านี้ เราอาจรู้สึกใจสลาย เพราะเหมือนต้องทิ้งส่วนหนึ่งของตัวตนเราออกไป แต่มันก็ทำให้คุณจมอยู่กับอดีต แทนที่จะอยู่กับปัจจุบัน  ทุกอย่างล้วนผ่านไป และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากเราลองตัดใจทิ้งสิ่งของที่แสดงถึงตัวตนในอดีตออกไป เราจะรู้ได้เองว่า ไม่ได้มีสิ่งของเหล่านั้น เราก็อยู่ได้ ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น แต่ที่เราทิ้งของเหล่านั้นไม่ได้ แม้บ้านจะรกเป็นรังหนู ก็เพราะเราคิดไปเองว่า เราทิ้งมันไม่ได้

การทิ้งของเหล่านั้น อาจไม่ใช่การโยนลงถังขยะ แต่หมายถึงการมอบมันให้แก่คนอื่นก็ได้  อย่างเช่น ตุ๊กตาหมีที่เพื่อนคุณให้เป็นของขวัญ  แต่ตอนนี้บ้านคุณรกจนไม่มีที่เก็บของ  แล้วพอดีคุณมีหลานสาววัยน่ารักที่ดูเหมาะกับตุ๊กตาตัวนี้มาก นี่แหละเป็นโอกาสของคุณแล้วที่จะมอบมันให้แก่หลานสาว  หรือว่าคุณอาจนำมันไปบริจาคให้เด็กคนอื่นที่ไม่มีโอกาสได้ของเล่นน่ารักๆ เช่นนี้  แรกๆ คุณอาจเสียดาย  แต่เมื่อคุณฝึกให้อยู่เป็นประจำ คุณจะรู้สึกมีความสุขมากกว่าการเก็บของให้เต็มบ้าน

ชอบสะสม

คนบางคนชอบเก็บใบเสร็จรับเงิน  ถุงพลาสติก หนังสือพิมพ์ ส.ค.ส ทุกใบ ซองจดหมายทุกฉบับและอะไรอื่นๆ อีกสารพัดที่เก็บได้  หากรู้ตัวว่าเป็นคนช่างเก็บ  ลองหัดทิ้งบ้างอะไรบ้าง เก็บไปรกบ้านเปล่าๆ ค่ะ

ปรับความรู้สึก ก่อนขจัดความรกรุงรังรอบตัว

เวลาที่เราจะเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง บางครั้งเราอาจรู้สึกท้อแท้  ขี้เกียจทำ  เช่นเดียวกันกับเรื่องการขจัดความรกรุงรัง  ยิ่งถ้าเราเห็นหนังสือกองโต  ข้าวของกระจุกกระจิกเต็มไปหมด แน่นอนเราย่อมเกิดความรู้สึกว่า ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี
ใจเย็นๆ ค่ะ สูดลมหายใจลึกๆ แล้วหลับตาลงสักพัก  จากนั้น ก็เริ่มเลยค่ะ  เอาชนะความเฉื่อยชาในตัวเองให้ได้ แล้วก็ลงมือซะเลยค่ะ

อยากให้คุณลองคิดเล่นๆ ว่า หากคุณต้องย้ายบ้านพรุ่งนี้  คุณจะขนอะไรไปได้สักแค่ไหน  ดาด้าเคยย้ายบ้าน และต้องตัดใจทิ้งอะไรหลายๆ อย่างที่เก็บไว้ เพราะรู้ว่าไม่สามารถเอาอะไรไปได้หมดทุกอย่าง จำเป็นต้องเลือกเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

พอเวลาผ่านไป ก็ทำให้ดาด้าตระหนักขึ้นมาได้อีกว่า ไม่มีใครสามารถพกพาทุกสิ่งทุกอย่างไปได้หมด และถ้าหากเราต้องหมดลมหายใจไปในวันนี้ แน่นอน เราไม่สามารถเอาอะไรติดตัวไปได้แม้แต่ชิ้นเดียว รวมถึงร่างกายที่เราคิดว่าเป็นของเรานี้ด้วย

ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เราสามารถปล่อยวางข้าวของต่างๆ ได้ง่าย และเมื่อคุณเลือกแล้วว่าจะเก็บสิ่งไหน และทิ้งสิ่งไหน  คุณจะมีพลังในตัวเองมากกว่าเก่า  ความคิดจะเฉียบคม ชัดเจนกว่าเคยมา นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีมากที่คนคนหนึ่งจะมีได้ไม่ใช่หรือคะ  และที่สำคัญบ้านของคุณจะโล่งโปร่งตา สร้างความรู้สึกที่ดีให้แก่ชีวิตคุณมากมายทีเดียว

ในครั้งหน้า ดาด้าจะมาคุยกันถึงเรื่องวิธีการกำจัดข้าวของรอบตัว เพื่อเป็นแนวทางสำหรับคนที่ยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี แล้วคุณจะรู้ว่า  การทำบ้านโล่งสบายนั้น  ง่ายนิดเดียวเอง..วันนี้ไปก่อนนะคะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ค่ะ  บ๊าย บาย  ^0^

หมายเหตุ : ภาพจาก www.sxc.hu

เขียนความเห็น