พิษการเมือง – EIA ทำแสนสิริตั้งเป้าธุรกิจปี 57 แบบไม่หวือหวา เตรียมเปิดโครงการใหม่รวม 19 โครงการ โฟกัสทำเลกรุงเทพฯ และปริมณฑล เน้นเจาะกลุ่มตลาดกลาง-ล่าง เชื่อหากปัญหาการเมืองไม่ยืดเยื้อและรุนแรง ตลาดอสังหาฯ ยังโตได้ต่อเนื่อง
นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่าหลังจากที่บริษัทโหมเปิดโครงการใหม่ในปี 2556 ที่ผ่านมาเป็นจำนวนมากถึง 48 โครงการซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ของบริษัท แม้ว่ายอดขายช่วงสิ้นปีจะต่ำกว่าเป้าซึ่งตั้งไว้ที่ 48,000 ล้านบาท โดยทำได้เพียง 42,158 ล้านบาทเนื่องจากปัจจัยความไม่สงบทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายในช่วงไตรมาสสุดท้าย แต่ก็ถือเป็นยอดขายที่อยู่ในระดับที่สูงเป็นสถิติที่น่าพอใจ อย่างไรก็ดี ในปี 2557 นี้ บริษัทได้ปรับเป้าในการดำเนินธุรกิจใหม่ให้อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนด้วยการตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ในปีนี้รวม 19 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 33,263 ล้านบาท โดยทุกโครงการมีที่ดินพร้อมสำหรับพัฒนาโครงการแล้ว
สำหรับสัดส่วนการพัฒนาโครงการใหม่ในปีนี้จะแบ่งเป็นในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 89% และในต่างจังหวัด 11% ประกอบด้วยโครงการที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม 9 โครงการ บ้านเดี่ยว 8 โครงการและทาวน์เฮาส์ 2 โครงการ ส่วนเป้าหมายยอดขายรวมสำหรับปีนี้ตั้งไว้ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท รวมทั้งประมาณการณ์เป้าหมายรายได้ไว้ที่ 34,000 ล้านบาท โดยสัดส่วน 64% มาจากโครงการในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และ 36% จากโครงการในต่างจังหวัด
“เป้าหมายที่เราตั้งไว้ในปีนี้จะไม่หวือหวาดังเช่นในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีปัจจัยมาจากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันที่ต้องจับตาดู ในปีนี้ เราจะดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทางการปรับตัวเพื่อต่อยอดความสำเร็จและสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจและองค์กรในระยะยาว หลังจากที่บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ในส่วนของการรับรู้รายได้นั้นขณะนี้เรามียอดรายได้อยู่ในมือแล้วราว 60% ต้องทำอีกประมาณ 11,500 ล้านบาทในช่วง 11 เดือนต่อจากนี้เพื่อให้เป็นไปตามเป้า” นายเศรษฐากล่าว
ในส่วนของตลาดต่างจังหวัดนั้น ในปีนี้ บริษัทยังคงมีแผนที่จะขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มขึ้นในตลาดเดิมและการศึกษาโอกาสในการดำเนินธุรกิจในตลาดใหม่ในอีก 9 ทำเลได้แก่ พิษณุโลก, นครสวรรค์, นครศรีธรรมราช, อุบลราชธานี สมุย, หนองคาย, สุรินทร์, กาญจนบุรี และศรีราชา เป็นต้น โดยในพิษณุโลกและศรีราชานั้นบริษัทมีที่ดินรอการพัฒนาแล้ว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนในการเดินหน้าโครงการที่จะสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับบริษัท ได้แก่ การเดินหน้าเปิดโรงแรมภายใต้แบรนด์ “เอสเคป” (Escape) ในเมืองตากอากาศ ซึ่ง 2 ทำเลแรกได้แก่ ที่หัวหินซึ่งเปิดให้บริการไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ในขณะที่เอสเคป เขาใหญ่จะเริ่มเปิดให้บริการในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 นี้ รวมไปถึงการเปิดตัว “Neighborhood Mall” โดยประเดิมทำเลแรกในซอยสุขุมวิท 77
นอกจากปัจจัยเรื่องความไม่สงบทางการเมืองแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทตั้งเป้าธุรกิจในปีนี้ลดลงจากปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัดคือการประเมินผลสิ่งแวดล้อมหรือ EIA โดยนายเศรษฐากล่าวว่าต่อจากนี้ บริษัทจะเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมหลังจากผ่าน EIA แล้วเท่านั้น
“ที่ผ่านมา เมื่อเราซื้อที่ดินมาก็จะรีบพัฒนาแบบแล้วเปิดขายโดยไม่ได้รอผลการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม แต่นับแต่นี้เป็นต้นไป เราจะเปิดขายเฉพาะโครงการที่ผ่าน EIA แล้วเท่านั้น ซึ่งการทำ EIA จะใช้ระยะเวลาประมาณ 4-8 เดือน”
สำหรับแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ นายเศรษฐามองว่าตราบใดที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ตลาดที่อยู่อาศัยน่าจะยังได้รับการตอบรับที่ดี โดยในปีนี้หากปัญหาทางการเมืองคลี่คลายโดยเร็ว ตลาดอาจจะมีอัตราการเติบโตราว 3-5% ในส่วนของการโอเวอร์ซัพพลายนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น
“ในขณะที่ตลาดต่างจังหวัดจะยังคงมีการขยายตัวต่อเนื่อง เพราะกำลังซื้อของคนต่างจังหวัดดีขึ้น อย่างไรก็ดี การชะลอตัวของโครงการขยายระบบโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐอาจจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความคึกคักของตลาดต่างจังหวัดได้” นายเศรษฐากล่าวทิ้งท้าย
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กาญจนา พาหา บรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kanchana@ddproperty.com
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่