สนข.ปั๊มหัวใจแผนรถไฟความเร็วสูง

27 ม.ค. 2557

แผนรถไฟความเร็วสูงยังไม่พับ หลังสนข.เดินหน้าศึกษาข้อมูลเตรียมนำเสนอรัฐบาลใหม่ แนะเฟสแรกควรเริ่มจากสายเหนือ-สายอีสานเพราะกระจายความเจริญได้ในวงกว้าง
 
นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า สนข.กำลังเดินหน้าศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในการสร้างรถไฟความเร็วสูง 4 สายทาง วงเงินลงทุน 783,229 ล้านบาท เพื่อนำเสนอรัฐบาลชุดใหม่ โดยข้อมูลที่จะนำเสนอพิจารณาแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น ได้แก่ จะยังคงเดินหน้าโครงการต่อหรือไม่ หากเห็นชอบให้ดำเนินการต่อ ทาง สนข. จะเตรียมเสนอแนวทางการลงทุนออกเป็น 2 ทางได้แก่ ลงทุนสายใดสายหนึ่งทั้งโครงการ โดยเลือกระหว่างสายเหนือ (กรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่) และสายตะวันออกเฉียงเหนือ (กรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย) หรือลงทุนเฉพาะเฟสแรกของทั้งสายกรุงเทพ-พิษณุโลกและสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา 
 
จากการศึกษาผลตอบแทนการลงทุน (EIRR) ซึ่งค่าเฉลี่ยการลงทุนไม่ควรต่ำกว่า 12%  ล่าสุด พบว่าสายกรุงเทพฯ – พิษณุโลกมีค่า EIRR สูงสุดอยู่ที่ 12.5%  แต่ช่วงจากพิษณุโลก-เชียงใหม่  EIRR ลดลงเนื่องจากต้นทุนสูง เพราะแนวเส้นทางต้องผ่านภูเขา ต้องมีอุโมงค์    
 
ในขณะที่สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ค่า EIRR เกือบ 12% และเพิ่มเป็น 13% หากลงทุนถึงหนองคาย ส่วนสายใต้จากกรุงเทพฯ-หัวหิน ค่า EIRR อยู่ที่ 8.11% แต่หากสร้างต่อไปถึงสุราษฎร์ธานีจะเพิ่มเป็น 12.5%  
 
"ตอนนี้สนข.จะสรุปผลศึกษาของรถไฟความเร็วสูงทั้ง 3 สายที่ดูแลเพื่อรอเสนอรัฐบาลใหม่ โดยงบลงทุนน่าจะอยู่ภายใต้วงเงินประมาณ 400,000-500,000 ล้านบาท ซึ่งแนวทางที่น่าจะดีที่สุดคือลงทุนเฟสแรกของสายเหนือกับสายอีสาน เพราะจะเป็นการกระจายความเจริญและพัฒนาเมืองได้หลายจังหวัด" นายจุฬากล่าว
 
ทั้งนี้ ผอ.สนข.ยืนยันว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงมีความจำเป็นสำหรับประเทศไทย และควรเริ่มต้นโครงการโดยเร็ว เนื่องจากหากยิ่งล่าช้า มูลค่าการลงทุนจะยิ่งเพิ่มขึ้นปีละไม่น้อยกว่า 10%  
 
ส่วนรูปแบบการลงทุนนั้น สนข.จะเสนอให้รัฐรับภาระลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในสัดส่วน 70% โดยใช้เงินกู้รูปแบบเดียวกับเงินกู้ก่อสร้างรถไฟฟ้าที่มีกระทรวงการคลังจัดหาให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยมีกรมทางหลวง หรือกรมขนส่งทางรางรับผิดชอบงานก่อสร้าง ในขณะที่ระบบและการเดินรถอีก 30% นั้นจะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาลงทุนและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเดินรถ ค่าซ่อมบำรุงไปด้วย โดยแยกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
 
สำหรับการใช้คืนเงินกู้ นายจุฬากล่าวว่าสามารถตั้งเป็นงบประมาณประจำปีผ่านกรมทางหลวงได้  โดยรัฐอาจใช้คืนค่าก่อสร้างใน 4-5 ปีขึ้นกับงบประมาณที่จัดสรรได้จากเดิมที่รัฐจะต้องลงทุนทั้งหมดและคืนทุนได้ในปีที่ 22-23 
 
ภาพ: thaihispeedtrain-korat.com 
 
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กาญจนา พาหา บรรณาธิการ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kanchana@ddproperty.com   
 
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่  
 
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
เขียนความเห็น