สรุปข่าวเด่นอสังหาฯ รอบสัปดาห์ 16-20 พ.ค. 65

21 พ.ค. 2565

เด็กจบใหม่ว่างงาน 2.9 แสนคน สะท้อนตลาดแรงงานมีปัญหา

ประเด็นร้อนรอบสัปดาห์ ตลาดแรงงานเจอปัญหา เด็กจบใหม่ว่างงานยุคโควิด ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ทะลุ 200% ส่องเทรนด์ตึกแถว เปิดทำเล Global Landmark แห่งใหม่ พร้อมจับตาเปิดประเทศเต็มรูปแบบ DDproperty รวบรวมมาให้อัปเดตที่นี่

Subscription Banner for Article

1. เด็กจบใหม่ว่างงาน 2.9 แสนคน สะท้อนตลาดแรงงานมีปัญหา

สำนักเศรษฐกิจภูมิภาค ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยตัวเลขการว่างงานของเด็กจบใหม่ หรือการว่างงานของกลุ่มเยาวชน ในช่วงอายุ 15-24 ปี มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากภาวะปกติเกือบแสนคน สะท้อนถึงปัญหาของตลาดแรงงานเด็กรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญที่จะเป็นแรงงานมีฝีมือในระยะข้างหน้า

โดยสาเหตุที่การว่างงานในกลุ่มเด็กจบใหม่อยู่ในระดับสูง มาจาก 2 ปัจจัย

1) ตำแหน่งงานว่างไม่สอดคล้องกับทักษะ/วุฒิการศึกษา/ค่านิยมของเด็กจบใหม่

2) ธุรกิจมีแนวโน้มปรับกระบวนการทำงาน ลดการพึ่งพาการใช้คน ลงทุนในเทคโนโลยี/ดิจิทัลมากขึ้น

โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กจบใหม่ว่างงานเพิ่มขึ้นมาก ไตรมาส 2/2564 มีจำนวนถึง 2.9 แสนคน โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา หากคิดเป็นอัตราการว่างงาน พบว่า กลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี มีอัตราการว่างงานสูงถึง 7.2% มากกว่าอัตราการว่างงานของแรงงานทั้งหมด ซึ่งอยู่ที่ 1.6%

จากข้อมูล Google trend ยังพบอีกว่า ความสนใจในการค้นหางานของเด็กจบใหม่ซึ่งยังไม่สามารถหางานทำได้หรือตกงาน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยในช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก

ปัญหาการว่างงานของเด็กจบใหม่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในภาคเหนือ อีสาน และใต้ กลุ่มบัณฑิตที่จบระดับปริญญาตรีที่ยังไม่มีประสบการณ์ทำงานและว่างงานมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 80%, 73% และ 67% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนโควิด-19

ไม่เฉพาะในไทย หลายประเทศทั่วโลกต่างเผชิญสถานการณ์การว่างงานของเด็กจบใหม่ เช่น สิงคโปร์ เยอรมนี และเกาหลีใต้ ซึ่งมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อรับมือและจัดการกับปัญหา ส่งผลให้ปัญหามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยมาตรการที่น่าสนใจ มีดังนี้

เกาหลีใต้ – เพิ่มสัดส่วนการจ้างเด็กจบใหม่ในหน่วยงานรัฐจาก 3%เป็น 5% และใช้นโยบาย Human New Deal เพื่อปฏิรูปแรงงานและสนับสนุนให้ภาคเอกชนเพิ่มการลงทุนและการจ้างงาน

สิงคโปร์ – มีเว็บไซต์ให้เด็กจบใหม่เรียนรู้เพิ่มพูนทักษะ อาทิ SkillsFuture Singapore และ SG United Traineeships Programme for Trainees

เยอรมนี – กรมจัดหางานท้องถิ่นให้เงินช่วยเหลือที่ครอบคลุมขั้นพื้นฐาน ให้คำปรึกษา จัดอบรมเพิ่มทักษะทางวิชาชีพสำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี

ขณะที่ไทย ภาครัฐมีมาตรการแก้ปัญหาการว่างงาน เช่น พัฒนาคุณภาพแรงงานและการจัดหางาน โครงการ Copayment สนับสนุนค่าจ้างไม่เกิน 50% ให้กับนายจ้างที่จ้างเด็กจบใหม่ตามวุฒิการศึกษา และการจ้างงานจากหน่วยงานภาครัฐในลักษณะสัญญาชั่วคราว 1 ปี

ในระยะยาว ภาครัฐได้เตรียมรับมือผลักดันการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายของ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และขยายผลโครงการ e-Workforce Ecosystem พร้อมนำประสบการณ์จากต่างประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย

2. ที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ-ปริมณฑล เปิดขายใหม่เพิ่มถึง 227.5%

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยถึงอุปทานที่อยู่อาศัย ไตรมาส 1/2565 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ รวมทั้งสิ้น 31,477 หน่วย เพิ่มขึ้น 227.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 ซึ่งมีจำนวน 9,611 หน่วย

ประกอบด้วยอาคารชุด จำนวน 20,536 หน่วย เพิ่มขึ้น 421.2% และบ้านจัดสรร 10,941 หน่วย เพิ่มขึ้น 92.9% คิดเป็นมูลค่า 117,384 ล้านบาท ส่วนมูลค่าเพิ่มขึ้น 161.7% เป็นมูลค่าบ้านจัดสรร 60,360 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 126.6% และอาคารชุด 57,023 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 213%

เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม พบว่าหน่วยเหลือขายเพิ่มขึ้นจากยอดสะสมปี 2564 เล็กน้อย ณ สิ้นปี 2564 มีหน่วยเหลือขายทั้งสิ้น 164,951 หน่วย ไตรมาส 1/2565 มีหน่วยเหลือขายสะสมทั้งสิ้น 172,244 หน่วย หรือเพิ่มขึ้น 4.42% มีมูลค่าหน่วยเหลือขายไม่แตกต่างกันนัก โดยปี 2564 อยู่ที่ 798,600 ล้านบาท ไตรมาส 1/2565 อยู่ที่ 820,781 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 2.77%

แนวโน้มปี 2565 คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ประมาณ 79,501 หน่วย เพิ่มขึ้น 54.3% จากปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง 38.8- 69.7% มีมูลค่าที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ประมาณ 413,022 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88.6% จากปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง 69.8-107.5%

ขณะที่หน่วยโอนกรรมสิทธิ์คาดว่าจะมีประมาณ 170,843 หน่วย เพิ่มขึ้น 2%.จากปี 2564 มีมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 594,485 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7% จากปี 2564

การเปิดตัวโครงการใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาจากอาคารชุดที่มีสัดส่วนสูง เนื่องจากมี Stock ลดลง และราคาที่ดินที่แพงขึ้น บ้านแนวราบยังคงได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อ สังเกตได้จากไตรมาส 1/2565 หน่วยขายได้ใหม่มีจำนวนประมาณ 30,443 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 137,257 ล้านบาท

ขณะที่ทาวเฮ้าส์จะยังคงมีอุปทานคงเหลือในตลาดจำนวนมาก ส่วนอาคารชุดเริ่มฟื้นตัวจากผู้ที่ต้องการซื้อเพื่อการอยู่อาศัย และการซื้อเพื่อการลงทุนมากขึ้น ใน 2 กลุ่มเป็นหลัก คือ กลุ่มไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และ กลุ่ม Luxury

อย่างไรก็ดี ยังมีสิ่งที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะ 8 ปัจจัยสำคัญที่กระทบภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ดังนี้

1) อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

2) โควิด-19 ยังมีผล ฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แม้ความรุนแรงจะลดลง

3) สภาวะการจ้างงานและการมีรายได้ของประชาชน ในภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการยังฟื้นตัวช้า

4) ภาวะหนี้ครัวเรือน อยู่ในระดับที่สูงถึงประมาณ 90% ของ GDP ทำให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางในกลุ่มอาชีพอิสระจะเข้าถึงสินเชื่อได้ยากเช่นเดียวช่วงปีที่ผ่านมา

5) ภาวะการเพิ่มขึ้นของ NPL ของสถาบันการเงิน ส่งผลให้สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ

6) ต้นทุนค่าก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ราคาที่อยู่อาศัยโครงการใหม่อาจปรับราคาขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

7) กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เป็นกำลังซื้ออาคารชุด ยังคงเข้ามาในประเทศน้อย

8) สงครามระหว่างยูเครนและรัสเซีย ทำให้ความต้องการซื้ออาคารชุดในภาพรวมฟื้นช้า

เปิดประเทศ ดึงลูกค้าต่างชาติซื้ออสังหาฯ-ฟื้นเศรษฐกิจ

3. เปิดประเทศ ดึงลูกค้าต่างชาติซื้ออสังหาฯ-ฟื้นเศรษฐกิจ

ตามแผนการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยไม่ต้องลงทะเบียนระบบไทยแลนด์พาส (Thailand Pass) สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ถือเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลดีอย่างมากต่อภาคเอกชน ประกอบกับตัวเลขสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ลดลงอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจับจ่ายใช้สอย และเปิดโอกาสให้คนต่างชาติที่มีศักยภาพมีโอกาสเข้ามาเป็น Permanent Resident (PR) หรือกรีนการ์ด

จากที่ผ่านมาเป็นการให้วีซ่าระยาวที่ต่ออายุทุก 10 ปี ไม่จูงใจเท่าที่ควร ในการได้มีสิทธิพักอาศัยในประเทศไทยได้อย่างไม่จำกัดระยะเวลา สำหรับการมาใช้ชีวิตในประเทศไทย เพื่อทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย กระจายรายได้สู่ชุมชนโดยตรงและต่อเนื่องระยะยาว

หากไทยมีมาตรการที่ดึงดูดใจชาวต่างชาติให้เข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศได้มากขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในการสร้างรายได้เข้าประเทศ ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วขึ้น จากการจับจ่ายใช้สอยที่มากขึ้น โดยกลุ่มคนจีนยังคงสนใจเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ไม่นับรวมกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่เข้ามาในตลาดอย่างอินเดีย ในระหว่างที่ลูกค้าจีน และรัสเซียยังไม่สามารถเดินทางมาได้

ด้านสมาคมอาคารชุดไทย ระบุว่า หนึ่งในกลยุทธ์กระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมคือการดึงดูดกำลังซื้อจากต่างประเทศให้เข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย โดยการให้ Permanent Residenct Visa หรือ Green Card กับคนต่างชาติ เพื่อจะได้รับสิทธิ์การพักอาศัยระยะยาว 10 ปี เช่นเดียวกับประเทศมาเลเซีย แทนที่จะใช้อีลิทคาร์ด

การมีมาตรการจูงใจลูกค้าชาวต่างชาติให้มาซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมากขึ้น จะส่งผลดีต่อตลาดคอนโดมิเนียมสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง จาก 2 ปีที่ผ่านมากลุ่มลูกค้าต่างชาติยังไม่กลับมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย เพราะส่วนหนึ่งยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้ ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมยังขาดปัจจัยบวกที่เข้ามากระตุ้น

อย่างไรก็ดี หลังจากการเริ่มผ่อนคลายมาตรการ Test & Go มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา และเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ 1 มิถุนายนนี้ คาดว่า จะทำให้ลูกค้าชาวต่างชาติเข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทยมากขึ้นและเห็นภาพชัดเจนในปีหน้า

สรุปข่าวจากกรุงเทพธุรกิจ: อสังหาฯหวัง‘เซฟเฮเว่น’ชงรัฐเคาะ‘กรีนการ์ด’หนุนดีมานด์ที่อยู่อาศัย

4. จับตาทำเลพระราม 4 อนาคต Global Landmark แห่งใหม่

ไนท์แฟรงค์ฯ เปิดเผยว่า ทำเลย่านพระราม 4 เป็นหนึ่งในทำเลที่มีศักยภาพด้านแหล่งสำนักงานและที่อยู่อาศัย โดยปัจจุบันราคาที่ดิน ทำเลย่านพระราม 4 ตั้งแต่ปี 2553 มีการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 180,000-375,000 บาท/ตารางวา ปัจจุบันราคาซื้อขายที่ดินขยับขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 1,400,000 บาท/ตารางวา ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง

อัตราการเติบโตของที่ดินที่โดดเด่นขึ้นมา เนื่องจากที่ดินอยู่ใจกลางเมืองและเป็นทำเลที่มีศักยภาพมากพอกับย่านสาทร สามารถเชื่อมต่อย่านธุรกิจสำคัญ ได้แก่ สาทร ลุมพินี และสุขุมวิท ซึ่งเป็นแหล่งเศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพฯ

นอกจากนี้พระราม 4 ยังมีสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ เช่น สวนเบญจกิติ สวนลุมพินี ซึ่งในอนาคตจะมี Sky Walk เชื่อมต่อพื้นที่สีเขียวให้เป็นพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

ด้านการเดินทาง สามารถเลือกใช้ทางพิเศษเฉลิมมหานครเพื่อเชื่อมต่อไปยังรอบใจกลางเมืองและชานเมืองได้ มีรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) ที่วิ่งคู่ขนานไปกับเส้นถนนพระราม 4 เข้าสู่ใจกลางเมืองและชานเมือง และในอนาคตจะมีการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ต่าง ๆ ที่เป็นเมกะโปรเจ็กต์รายล้อมทำเลย่านพระราม 4 ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของแหล่งงานและการเติบโตของที่ดิน

ทำเลย่านพระราม 4 เป็นทำเลที่ได้รับความนิยมในการพัฒนาอาคารสำนักงานแห่งใหม่หลายอาคาร รวมถึงการพัฒนาโครงการอื่น ๆ ตลอดเส้นทางที่ตั้งอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าใต้ดินบริเวณสถานีสามย่าน สีลม ลุมพินี และคลองเตย รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่กระจายอยู่รอบพื้นที่และในย่านที่ใกล้เคียง จากการพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ควบคู่ไปกับย่านสาทร

นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่อาศัยขึ้นหลายโครงการ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้ที่ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลายและมีคุณภาพชีวิตที่ดี หรือหากมองไปถึงอนาคตในด้านการลงทุนของที่อยู่อาศัยก็สามารถให้ผลตอบแทนได้ดี จึงทำให้อนาคตย่านนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่ง Global Landmark

สรุปข่าวจากฐานเศรษฐกิจ: พระราม 4 สู่ Global Landmark ราคาที่ดินพุ่ง 1.4 ล้านต่อ ตร.ว.

5. ส่องเทรนด์ตึกแถว เปิดตัวแค่ 0.8% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมด

ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) เปิดเผยว่าฉายภาพเทรนด์ตึกแถว หรืออาจเรียกว่าอาคารพาณิชย์ ก่อสร้างเป็นห้องแถว ชั้นล่างใช้เพื่อการพาณิชย์ ชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งตึกแถวในประเทศไทยต้องมีตัวอาคารแต่ละหน่วยที่มีหน้ากว้างไม่ต่ำกว่า 4 เมตร และมักมีความลึก 12 เมตร โดยด้านหน้าอาจต้องเว้นระยะ 4-12 เมตร และด้านหลังอีก 2-3 เมตร

ตึกแถวเคยมีสัดส่วนถึง 27.3% หรือมากกว่า 1 ใน 4 ของที่อยู่อาศัยทั้งหมดในเขตกรุงเทพฯ จากผลสำรวจเมื่อ 38 ปีก่อน ตามโครงการศึกษาการจัดการที่ดินกรุงเทพฯ พบว่าตึกแถวเป็นที่อยู่อาศัยได้รับความนิยมสูงมาก ยิ่งเมื่อเทียบกับปี 2517 มีตึกแถวในสัดส่วน 24.4%

แสดงว่าตลอด 10 ปี (2517-2527) ตึกแถวมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ทั้งที่ประชาชนที่ประกอบอาชีพค้าขายมีไม่ถึง 1 ใน 4 แสดงว่าตึกแถวมีไว้เพื่อการอยู่อาศัยล้วน ๆ ไม่ใช่เพื่อการพาณิชย์ โดยภายหลังจำนวนตึกแถวได้ลดลงตามลำดับ

ข้อมูล ณ สิ้นปี 2564 มีที่อยู่อาศัยเหลือขาย 211,770 หน่วย ในจำนวนนี้มีตึกแถว 3,532 หน่วย หรือ 1.7% แสดงให้เห็นว่าทุกวันนี้ตึกแถวมีน้อยมาก เพราะที่อยู่อาศัยปัจุบันเป็นอาคารชุด

ส่วนหน่วยขายเปิดใหม่มีตึกแถวเพียง 451 หน่วย หรือเฉลี่ยเดือนละ 38 หน่วย หรือ 0.8% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมด มีจำนวน 66,118 หน่วย ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยเปิดตัวมากสุด คือ ห้องชุด 23,445 หน่วย หรือ 38.8% ทาวน์เฮ้าส์ 23,248 หน่วย หรือ 38.4% บ้านเดี่ยว 7,771 หน่วย หรือ 12.8% ตามลำดับ

การที่ตึกแถวเปิดตัวแค่ 0.8% อาจทำให้เข้าใจว่าตึกแถวหมดยุคไปแล้ว ซึ่งมีส่วนจริงอยู่บ้าง เพราะหดตัวจาก 1 ใน 4 ของที่อยู่อาศัยทั้งหมด แต่คงไม่ถึงขนาดสูญพันธุ์ เนื่องจาก

1) ในบางบริเวณธุรกิจ โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่า เขตไชน่าทาวน์ ยังมีความต้องการตึกแถว

2) ในพื้นที่จัดสรรแนวราบที่มีทาวน์เฮ้าส์ หรือบ้านเดี่ยว อาจก่อสร้างตึกแถวไว้ด้านหน้า

3) ในต่างจังหวัด ยังนิยมก่อสร้างตึกแถวขาย

4) ตึกแถวบางส่วนอาจแปลงโฉมใหม่เป็นโฮมออฟฟิศที่ชั้นล่างใช้ประกอบการและชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ความต้องการตึกแถวยังคงไม่ได้เพิ่มขึ้น แม้จะไม่ได้ลดลงไปกว่านี้แล้วก็ตาม เพราะการอยู่อาศัยแบบอาคารชุดจะเป็นที่อยู่อาศัยหลัก

สรุปข่าวจากมติชน: จาก ‘รุ่งโรจน์’ สู่ ‘ร่วงโรย’ จุดเปลี่ยน ‘ตึกแถว’ ในวันใกล้สูญพันธุ์

สนใจรับบทความดีดี อัปเดต ข่าวอสังหาริมทรัพย์ และ อ่านคู่มือซื้อขาย พร้อม รีวิวโครงการคอนโดฯ ใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคา รวมถึง ทำความรู้จักกับทำเลฮอตทั่วกรุง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ-ขาย-เช่า

เขียนความเห็น

ข่าว-บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ

สรุปข่าวเด่นอสังหาฯ รอบสัปดาห์ 25-29 เม.ย. 65

กระแสเปิดประเทศมาแรง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้รับอานิสงส์ โดยเฉพาะจังหว

อ่านต่อ30 เม.ย. 2565

สรุปข่าวเด่นอสังหาฯ รอบสัปดาห์ 9-13 พ.ค. 65

คัดข่าวเด่นประเด็นร้อนในแวดวงอสังหาฯ ทั้งสัญญาณคอนโดโอเวอร์ซัพพลาย ต

อ่านต่อ14 พ.ค. 2565