ราคาที่ดินคอนโดหัวหินฝั่งทะเล พุ่ง 150 ล้านต่อไร่ กระแสการปรับขึ้นของดอกเบี้ย สะเทือนอสังหาฯ แนวโน้มค่าใช้จ่ายครัวเรือนยังสูง ตีคู่ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และความร่วมมือประหยัดน้ำในโครงการที่อยู่อาศัย DDproperty รวบรวมมาให้อัปเดตที่นี่
1. คอนโดใจกลางเมืองหัวหินเนื้อหอม ราคาขายแตะ 60,000 บ./ตร.ม.
คอลลิเออร์สฯ กล่าวถึงสถานการณ์ตลาดคอนโดในหัวหิน ครึ่งแรกของปี 2565 ยังคงเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจ เติบโตทั้งในด้านอุปทาน และอุปสงค์ สะท้อนจากยอดขายของโครงการใหม่ที่เปิดขายในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
โดยตลาดคอนโดในพื้นที่ใจกลางเมืองหัวหิน ยังคงเป็นทำเลที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะนักลงทุนจากกรุงเทพฯ และกลุ่มลูกค้าชาวไทย ที่ให้ความสนใจซื้อเพื่อการลงทุน หรือเพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 เพิ่มขึ้น รวมถึงกำลังซื้อจากกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวจีน และรัสเซียเริ่มกลับมามีแนวโน้มที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน
ปี 2561-2565 หน่วยขายได้ใหม่ของตลาดคอนโดในหัวหิน, ชะอำ และปราณบุรี สูงกว่า 1,265-2,537 หน่วยต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยขายใหม่ที่ค่อนข้างสูง และปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
โดยเฉพาะครึ่งแรกของปี 2565 ตลาดมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปีที่ผ่านมา มีหน่วยขายได้ใหม่กว่า 500 หน่วย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่หัวหิน ทั้งฝั่งภูเขาและทะเล
ราคาขายเฉลี่ยของคอนโดที่อยู่ระหว่างการขายในพื้นที่หัวหินฝั่งทะเล เป็นทำเลที่มีราคาขายเฉลี่ยต่อตารางเมตรสูงสุดที่ 130,300 บาทต่อตารางเมตร
โดยพบว่าคอนโดที่ตั้งอยู่บริเวณริมชายหาดวิวทะเลบางโครงการในบางยูนิต มีราคาขายเฉลี่ยต่อตารางเมตร สูงถึง 370,000 บาทต่อตารางเมตร และยูนิตเหล่านั้นได้รับความสนใจจากกำลังซื้อระดับบน เนื่องจากกลุ่มลูกค้ามองว่า อุปทานเหล่านี้ค่อนข้างมีจำกัด และราคาปรับตัวตลอดเวลา
อย่างไรก็ดี ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความสนใจพัฒนาคอนโดในพื้นที่ใจกลางเมืองหัวหินฝั่งภูเขามากขึ้น เนื่องจากราคาที่ดินถูกกว่าทำเลหัวหินฝั่งทะเล ในช่วงที่ผ่านมาราคาที่ดินปรับตัวสูงกว่า 150 ล้านบาทต่อไร่ หรือสูงกว่าตารางวาละ 375,000 บาท เนื่องจากหาที่ดินค่อนข้างยาก
คอนโดในหัวหินทั้งพื้นที่ฝั่งภูเขา จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ ราคาขายอยู่ในช่วง 60,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งยังคงจะได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคาต่อยูนิตไม่สูงมากนัก และตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมืองหัวหิน
สรุปข่าวจากกรุงเทพธุรกิจ: คอนโดหัวหินฮอต!คนไทย-ต่างชาติแห่ซื้อดันราคาที่ดินพุ่ง 150 ล้านต่อไร่
2. จับตาขึ้นดอกเบี้ย สะเทือนอสังหาฯ กระทบดีมานด์ซื้อบ้าน
สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า อสังหาฯ ปี 2565 คงไม่ฟื้นตัวดีอย่างที่คาด แม้จะมีแรงผลักจากกลุ่มผู้ซื้อบ้านระดับบน คอยพยุงตลาดที่อยู่อาศัยอยู่ แต่คงไม่ยืนยาว เพราะดีมานด์มีจำกัด ส่วนกลุ่มผู้ซื้อกลาง-ล่าง มีกับดักด้านรายได้ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้
อีกทั้งแนวโน้มราคาบ้านที่คาดกันก่อนหน้าว่า แม้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างสูง ผู้ประกอบการอาจปรับโปรดักส์ และดึงราคาลง เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อใหญ่ของตลาดคงไม่เกิดขึ้นแล้ว เพราะมีตัวแปรใหม่ด้านต้นทุน อย่างดอกเบี้ยการเงิน และค่าแรงเข้ามาเพิ่ม ประกอบกับต้นทุนด้านที่ดินที่พบว่ามีความร้อนแรงไม่ต่างกัน จากการเข้ามาเก็งมูลค่าของนักลงทุนหน้าใหม่ ๆ หลังจากหนีความผันผวนมาจากสินทรัพย์อื่น ๆ
สิ่งที่สมาคมฯ กำลังจับตาและพูดคุยร่วมกัน คือ ประเมินท่าทีของธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ว่าจะมีทิศทางอย่างไรต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับขึ้นมา 0.25% และอาจแตะไปถึง 1.25% ต่อปี เนื่องจากเดิมทีส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้กับดอกเบี้ยเงินฝาก มีความต่างกันเกิน 3.5% อยู่ก่อนแล้ว คาดหากมีทิศทางปรับดอกเบี้ยในฝั่งสินเชื่อผู้ประกอบการอีก ก็จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมต้นทุนการพัฒนาโครงการขึ้นไปอีก
ขณะที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ คาดการณ์ก่อนการประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ย และค่าจ้างขั้นต่ำ ตลอดทั้งปี 2565 สต็อกคงค้างของตลาดที่อยู่อาศัยหลัก กทม.-ปริมณฑล ปี 2565 จะอยู่ในอัตราลดลง เหลือราว 1.7 แสนหน่วย หรือมูลค่ากว่า 8.11 แสนล้านบาท เพราะมองเห็นโอกาสการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป จากมาตรการรัฐสนับสนุนด้านอสังหาฯ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญนอกจากอัตราเงินเฟ้อที่มีผลต่อภาระค่าครองชีพแล้ว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็จะเป็นแรงฉุดโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และภาคอสังหาฯ ให้สะดุดลงอีกครั้ง
สรุปข่าวจากฐานเศรษฐกิจ: ‘ค่าแรง-ดอกเบี้ย’ ป่วนต้นทุน อสังหาฯ ดับฝัน ลดสต็อก 8.1 แสนล.

3. ค่าใช้จ่ายครัวเรือนแนวโน้มสูงต่อเนื่องแบบขั้นบันได
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า เดือนกรกฎาคม 2565 ดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนไทย (KR-ECI) ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 32.5 และ 34.0 จาก 30.8 และ 32.9 ตามลำดับ ปัจจัยหนุนจากระดับราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ปรับลดลงจากเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเล็กน้อย
สะท้อนได้จากดัชนีเงินเฟ้อในหมวดพลังงานที่ลดลง 4.69% เมื่อเทียบรายเดือน และการรายงานข่าวเกี่ยวกับราคาน้ำมันเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ที่ในเดือนกรกฎาคมที่ปรับตัวลดลงรวม 6.40 บาท/ลิตร ทำให้ครัวเรือนมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อราคาน้ำมัน
ในส่วนของมุมมองเกี่ยวกับการจ้างงาน มีการปรับตัวดีขึ้น หลังมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในไทยมากขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาแล้วกว่า 1 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ระดับราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ยังคงอยู่ในระดับสูง เช่น เครื่องประกอบอาหาร ค่าขนส่ง ทำให้ในครัวเรือนส่วนมาก (78.7%) ยังมีมุมมองว่ามีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อมองไปในระยะยาว ภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือน ยังมีแนวโน้มเปราะบางจากสถานการณ์ราคาสินค้าที่มีแนวโน้มสูง การส่งผ่านต้นทุนจากผู้ประกอบสู่ผู้บริโภคที่มากขึ้น โดยครอบคลุมไปถึงอาหาร และบริการ ขณะที่ราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ เช่น แก๊สหุงต้ม ค่าไฟฟ้า ยังมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นในลักษณะขั้นบันได
สรุปข่าวจาก TNN Online: วิจัยกสิกรฯ ชี้ พฤติกรรมการใช้จ่ายของครัวเรือนเปลี่ยนไป
4. บิ๊กอสังหาฯ ตระหนักประหยัดน้ำในโครงการการที่อยู่อาศัย
การประปานครหลวง (กปน.) ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ เดินหน้าโครงการบ้านประหยัดน้ำ โดยนำอุปกรณ์ประหยัดน้ำ หรืออุปกรณ์ที่ได้รับการรับรองฉลากประหยัดน้ำจาก กปน. ไปใช้ในโครงการหมู่บ้านจัดสรร รวมจำนวนกว่า 2,800 หลังคาเรือน ใน 10 โครงการ ได้แก่ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 3 โครงการ และบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) จำนวน 7 โครงการ
พร้อมกันนี้ เตรียมขยายผลไปยังโครงการหมู่บ้านจัดสรรอื่น ๆ และผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ อาทิ การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ซึ่งเตรียมลงนามความร่วมมือต่อไป ตามภารกิจในการผลิตน้ำประปาที่สะอาด ปลอดภัย ตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อให้บริการประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัด ในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการบูรณาการความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันรักษาทรัพยากรน้ำสร้างความตระหนักด้านการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มจำนวนอุปกรณ์ประหยัดน้ำ ตอบรับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะสามารถขยายผลเป็นวงกว้างจากครอบครัว ชุมชน สังคม ไปจนถึงระดับชาติทุกภาคส่วน
ปัจจุบันอุปกรณ์ประหยัดน้ำที่ได้รับการรับรองฉลากประหยัดน้ำจาก กปน. มีทั้งสิ้น 66 รุ่นผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.ก๊อกอ่างล้างหน้า-ล้างมือ 2.ก๊อกสำหรับอ่างล้างชาม และ 3.ฝักบัว
โดยแบ่งประสิทธิภาพการประหยัดน้ำตั้งแต่ระดับ 3-5 ใช้หลักการช่วยเพิ่มฟองอากาศ ทำให้น้ำที่ไหลออกมามีความหนา นุ่ม ไม่แตกต่างจากก๊อกน้ำทั่วไป แต่ลดการใช้น้ำเหลือเพียง 1 ใน 3 จากการใช้ก๊อกน้ำทั่วไป
สรุปข่าวจากประชาชาติธุรกิจ: กปน.ติดฉลาก บ้านประหยัดน้ำ นำร่อง 10 โครงการค่ายแลนด์ฯ-เอพี
5. ความเชื่อมั่นผู้บริโภคกระเตื้องในรอบ 2 ปี 7 เดือน ชี้เศรษฐกิจดีขึ้น
หอการค้าไทย แถลงผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนกรกฎาคม 2565 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนกรกฎาคม อยู่ที่ 42.4 ซึ่งเพิ่มจาก 41.6 ในเดือนก่อนหน้า ทำให้ดัชนีฯ ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 7 เดือน
เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มรู้สึกว่าเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยหลังจากสถานการณ์โควิดปรับตัวดีขึ้น ธุรกิจเริ่มเปิดดำเนินการได้เป็นปกติ ผ่อนคลายให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางเข้าประเทศได้สะดวกมากขึ้น และแนวโน้มราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ ผู้บริโภคยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการที่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง รวมทั้งปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ตลอดจนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ที่อาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลกให้ช้าลงหรือชะลอตัวลง
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 36.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม 39.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 50.8 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นทุกรายการเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนมิถุนายน
อย่างไรก็ตาม ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำและรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น
ตลอดจนยังคงกังวลในสถานการณ์โควิดในประเทศไทยและทั่วโลกที่ยังคงมีอยู่แม้ว่าจะคลายตัวลงก็ตาม ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง
ดังนั้น จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงต่ำกว่าเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 3.0-3.5% ในปีนี้ และหากความเชื่อมั่นยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้นในไตรมาสที่ 4 โดยผู้บริโภคจะกลับมาบริโภคสินค้าและบริการโดดเด่นขึ้นในปลายไตรมาสที่ 3 ของปีนี้เป็นต้นไป
สรุปข่าวจากแนวหน้า: Q4 ศก.เริ่มฟื้นตัวชัดเจน ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค-หอการค้า ก.ค.ขยับ
สนใจรับบทความดีดี อัปเดต ข่าวอสังหาริมทรัพย์ และ อ่านคู่มือซื้อขาย พร้อม รีวิวโครงการคอนโดฯ ใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคา รวมถึง ทำความรู้จักกับทำเลฮอตทั่วกรุง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ-ขาย-เช่า
