พีดีเฮ้าส์ต่อยอดธุรกิจเดิม เปิดแฟรนไชส์รับสร้างบ้านรับตลาดที่กำลังขยายตัว ตั้งเป้าขยาย 38 สาขาทั่วประเทศภายในปีนี้
นายสิทธิพร สุวรรณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดีเฮ้าส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าของและผู้บริหารสิทธิ์แฟรนไชส์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจแฟรนไชส์ไทยในปีที่ผ่านมา ไม่เติบโตดังที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะได้รับผลกระทบจากปัญหานำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ต่อเนื่องมาถึงปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้ประกอบการยังอยู่ในช่วงที่มีการปรับตัวและฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งปัญหาใหม่ที่ต้องเผชิญคือแรงงานขาดแคลน ที่กลายเป็นปัญหาระดับชาติและส่งผลกระทบในทุกภาคส่วนธุรกิจ
อย่างไรก็ดี แม้ว่าในเชิงปริมาณการขยายตัวของธุรกิจแฟรนไชส์หรือผู้ประกอบการที่เป็นแฟรนไชส์เซอ (Franchisor) จะไม่ขยายตัว แต่ในเชิงคุณภาพก็พบว่าแฟรนไชส์เซอส่วนใหญ่ มีการปรับตัวได้ดีและเป็นที่ยอมรับของนักลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะการเข้ามาใหม่ของหลายๆ กิจการที่ไม่คิดว่าจะพัฒนามาเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ได้ ซึ่งก็สร้างกระแสตื่นตัวแก่ผู้ประกอบการให้หันมาต่อยอดไปสู่ธุรกิจแฟรนไชส์อย่างน่าสนใจ อาทิ ธุรกิจรับสร้างบ้าน ฯลฯ เป็นต้น
สำหรับ “ตลาดบ้านสร้างเอง” ทั่วประเทศปีนี้ คาดว่ามีมูลค่ารวมประมาณ 1.2-1.3 แสนล้านบาท ในขณะที่ประเมินว่า “ตลาดรับสร้างบ้าน” มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเศษ ขยายตัวร้อยละ 12-15 เมื่อเปรียบเทีบกับปีที่แล้ว
จากสถานการณ์ไตรมาสแรกปีนี้พบว่าความต้องการสร้างบ้านใหม่หรือกำลังซื้อในต่างจังหวัดเติบโตดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ในขณะที่กำลังซื้อในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลฟื้นตัวชัดเจน โดยเชื่อว่าแนวโน้มภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านทั่วประเทศปีนี้ยังสดใส อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องระมัดระวังคือ ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนวัสดุอาจมีการปรับตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
สำหรับภาพรวมธุรกิจของบริษัทนั้น นายสิทธิพร กล่าวว่าหลังจาก บจก.ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป มีการต่อยอดจาก “ธุรกิจรับสร้างบ้าน” ขยายมาสู่ “ธุรกิจแฟรนไชส์รับสร้างบ้าน” ภายใต้แบรนด์ “พีดีเฮ้าส์” เมื่อปี 2552 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้มีการแตกไลน์ธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ ธุรกิจแฟรนไชส์ ดำเนินธุรกิจโดย บจก.พีดีเฮ้าส์ คอร์ปอเรชั่น, ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ดำเนินธุรกิจโดย บจก. พีดีสยามซัพพลาย แอนด์ เซอร์วิส และธุรกิจรับสร้างบ้าน ดำเนินธุรกิจโดย บจก.ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป ทั้งหมดนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการปรับตัวในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา
การนำระบบแฟรนไชส์มาต่อยอดธุรกิจเดิมนั้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมๆ กับขยายตลาดและบริการรับสร้างบ้านให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น รวมทั้งเพื่อเตรียมพร้อมรับและรุกตลาดรับสร้างบ้านเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ที่จะถึงนี้
ด้านนายพิศาล ธรรมวิเศษ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า การแข่งขันในปีนี้ สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้านจะชูจุดขายเรื่องบ้านอนุรักษ์พลังงานและระบบก่อสร้างสำเร็จรูป ซึ่งเชื่อว่าผู้บริโภคเห็นความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างประหยัดมากขึ้น ดังนั้นการสร้างบ้านที่ออกแบบและใช้วัสดุที่ช่วยลดการใช้พลังงานจึงเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคนี้
สำหรับการขยายสาขาใหม่ในปีนี้ จะเน้นขายแฟรนไชส์ให้กับรายเดิมและลงทุนเองเป็นหลัก เพราะจำนวนสาขาที่มีอยู่ในปัจจุบัน สามารถรองรับการให้บริการรับสร้างบ้านได้มากถึง 63 จังหวัดแล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องการให้สาขาแฟรนไชส์เกิดการแข่งขันกันเอง
สำหรับเป้าธุรกิจในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าที่จะขยายสาขาแฟรนไชส์ให้ครบ 38 สาขา โดยคาดว่าจะมีรายได้จากค่าบริหารสิทธิ์ประมาณ 80-100 ล้านบาท ในขณะที่ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง คาดว่าจะมียอดขายและรับรู้รายได้ประมาณ 240-250 ล้านบาทเศษ ส่วนธุรกิจรับสร้างบ้านตั้งเป้ายอดขายบ้านไว้ 300-350 หลัง คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1.4-1.5 พันล้านบาท โดยในช่วงไตรมาสแรกนี้ทำยอดขายได้แล้วเกือบ 300 ล้านบาท คาดว่าตลอดปี 2556 ทั้งสามกลุ่มธุรกิจหลักจะมีรายได้รวมเกือบ 1.9 พันล้านบาทเศษ นายพิศาล กล่าวทิ้งท้าย
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ