ธุรกิจของตกแต่งบ้านและค้าปลีกรับอานิสงส์ตรงจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังบูม คาดปี 56 จะโตเพิ่มขึ้น 7-10% กูรูชี้ผู้ให้บริการครบวงจรและฐานสมาชิกคือกุญแจสำคัญท่ามกลางตลาดที่แข่งขันสูง
นายกิตติ เริ่มเจริญดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ซีดี ดีไซน์เซ็นเตอร์ จำกัด หรือ RCD กล่าวว่าปัจจุบันทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทยมีแนวโน้มที่ดีทั้งตลาดในประเทศ แบ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์กลุ่มบิวท์อิน (Built-in) ที่มีโอกาสการเติบโตตามภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายโครงการไปทั่วประเทศ รวมถึงการเติบโตของเฟอร์นิเจอร์ในแบรนด์ต่างๆ โดยการขยายตัวของซัพพลายที่อยู่อาศัยในปี 2555 และปี 2556 โดยเฉพาะในส่วนของห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียมที่เกิดขึ้นจำนวนมาก โดยจากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าตลาดเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านในประเทศมีมูลค่าตลาดประมาณ 60,000 ล้านบาท และมองว่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 7-10%
ซึ่งสอดคล้องกับบทวิเคราะห์เศรษฐกิจฉบับล่าสุดของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ให้จับตามองธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านที่มีการเติบโตสูงและมีแนวโน้มของการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเนื่องจากผู้เล่นรายใหญ่เร่งขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด และผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ยังมีการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละพื้นที่ด้วย
โดยบทวิเคราะห์ดังกล่าวระบุว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ความต้องการสินค้าในหมวดวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้านเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนเกิดภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากรายได้ของประชากรที่ปรับตัวดีขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และการเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด
“ผู้ประกอบการเริ่มเข้ามาแข่งขันเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าในกลุ่มอื่นๆ ที่ยังไม่มีส่วนแบ่งตลาดเพื่อให้ครอบคลุมในหลายเซ็กเมนท์มากขึ้น ผู้บริโภคสินค้าเกี่ยวกับบ้านนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มผู้บริโภครายย่อย และกลุ่มผู้รับเหมาหรือผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกลุ่มแรกนั้นพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันยังคงนิยมไปเลือกสินค้าเกี่ยวกับบ้านเอง แต่ถ้ามีความต้องการเฉพาะเจาะจง ก็จะเลือกไปที่ Specialty store เช่น เมื่อต้องการกระเบื้องก็จะนึกถึงบุญถาวร หรือซื้อเฟอร์นิเจอร์ก็นึกถึงอินเด็กซ์ แต่ถ้าต้องการความสะดวกสบายแบบไปเพียงแห่งเดียวได้ผลิตภัณฑ์หลากหลาย จะเลือก Home Center อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการเริ่มเห็นความต้องการเฉพาะกลุ่มที่หลากหลายจึงเริ่มหันมารุกตลาดในเซ็กเมนท์อื่นๆ มากขึ้น เช่น กลุ่มเซ็นทรัลรีเทลหันมาลงทุนในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง จากเดิมที่มีโฮมเวิร์คซึ่งเน้นกลุ่มลูกค้ารายย่อย และล่าสุดโฮมโปรก็มีแผนลงทุนมาเจาะตลาดกลุ่มช่างและผู้รับเหมา โดยมีแผนเปิดสาขาภายใต้แบรนด์ “เมกา โฮม” ซึ่งเน้นสินค้าหนักเช่น อิฐ ปูน ทราย ในขณะที่โฮมโปรจะยังคงขยายสาขาต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้ารายย่อย เช่นเดียวกับโฮมเวิรค์ที่มีไทวัสดุมาเพื่อตอบสนองกลุ่มผู้รับเหมา”
ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ดังกล่าวยังแนะให้ผู้ประกอบการหันมาโฟกัสการให้บริการที่ครบวงจรและให้ความสำคัญกับ loyalty program ซึ่งจะเป็นกลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการค้าปลีกแต่ละรายท่ามกลางการแข่งขันในตลาดที่สูงดังเช่นในปัจจุบัน
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ