เมื่อทางการพม่าประกาศหยุดส่งก๊าซมายังไทยในช่วงวันที่ 5-14 เมษายน 2556 ส่งผลต่อกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศไทย และหลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าเราจะมีไฟฟ้าพอใช้หรือไม่ในช่วงเวลาดังกล่าว ยิ่งตอนนี้ดีกรีอากาศในบ้านเราร้อนแรงทะลุหลัก 4 ไปแล้วหลายที่ ไม่ว่าจะแอร์หรือพัดลมต่างถูกระดมเปิดกันเต็มที่เพื่อสู้กับความร้อนทำให้ปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นแบบห้ามยาก แต่คงไม่มีใครอยากใช้ชีวิตแบบปราศจากไฟฟ้า วันนี้เราจึงมีทิปส์ง่ายๆ ที่จะช่วยเซฟปริมาณการใช้พลังงานในบ้านมาฝาก เพื่อเป็นการการันตีในเบื้องต้นได้ว่าเราจะมีไฟฟ้าใช้ตลอดช่วง 10 วันอันตรายที่กำลังจะมาถึงได้
- ตั้งเวลาเปิด-ปิดแอร์
แม้ว่าการเปิดแอร์จะช่วยให้คุณเย็นสบายไปถึงใจ แต่การให้แอร์ทำงานตลอดวันตลอดคืนเวลาคุณไม่ได้ออกไปไหน เครื่องแอร์ร้องไห้ได้คงน้ำตานองห้องอยู่ไม่น้อย และที่สำคัญคุณเองก็อาจมีน้ำตาตกในเมื่อบิลค่าไฟมาถึง การปิดแอร์แม้จะเพียง 2-3 ชั่วโมงก็สามารถช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานได้ แต่จะให้ดี หากคุณออกไปข้างนอก คุณอาจจะตั้งเวลาให้แอร์เริ่มทำงานครึ่งชั่วโมงก่อนที่คุณจะกลับมาถึงบ้าน เพราะว่าหากคุณกลับมาถึงแบบร้อนๆ แล้วเร่งแอร์เต็มอัตราศึก นอกจากจะไม่เย็นอย่างที่หวังแล้ว ยังเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานเป็นพิเศษอีกด้วย เพราะทุกองศาที่คุณลดลงนั้นจะเพิ่มอัตราค่าไฟถึง 7% เลยทีเดียว
- ถอดปลั๊กทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้งาน
แม้จะเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเล็กๆ ที่เราคิดว่าไม่น่าจะกินไฟเยอะก็อย่าได้ชะล่าใจ ฝึกให้เป็นนิสัยว่าถอดปลั๊กทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้ เพราะการที่คุณเสียบทิ้งไว้ แม้ว่าจะไม่ได้ใช้งาน แต่พลังงานยังคงสูญเสียไปอย่างต่อเนื่อง
- เลือกใช้หลอดไฟให้ถูกประเภท
หลอดไฟที่ให้แสงสว่างแรงๆ จริงๆ แล้วคุณจะรู้สึกได้ว่าสิ่งที่คุณได้รับคือ “ความร้อน” มากกว่า “แสงสว่าง” นั่นเป็นเหตุผลที่คุณควรเลือกใช้หลอดไฟแบบฟลูออเรสเซนท์ เนื่องจากให้แสงสว่างที่ไม่ได้มาพร้อมกับความร้อนใดๆ และใช้พลังงานเพียง 1 ใน 3 ของหลอดไฟทั่วไปเท่านั้น
- เปิดพัดลมให้ถูกที่
เมื่ออากาศร้อนมากๆ การใช้พัดลมอาจจะเป็นเหมือนฝันร้ายมากกว่า เพราะคุณจะสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่พัดมากระทบกับผิวหนัง แต่ถ้าเราตั้งพัดลมในทำเลที่เหมาะสม เช่น วางใกล้ๆ หน้าต่าง ในทิศทางที่พัดลมจะเป่าอากาศออกสู่ด้านนอก หรือตั้งพัดลมในบริเวณที่ร่มๆ ก็จะช่วยกระจายความเย็นมาถึงคุณได้
- ตรวจสภาพแอร์เป็นประจำทุกปี
หากคุณมีแอร์เก่า (อายุ 10-20 ปี) มีความเป็นไปได้สูงมากที่แอร์รุ่นนี้จะกินไฟมากกว่าแอร์รุ่นใหม่ๆ ถึง 40% เลยทีเดียว ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้ยุจะให้คุณต้องเปลี่ยนแอร์ใหม่ แต่ขอแนะนำว่าคุณควรให้ความใส่ใจดูแลและล้างแอร์อย่างน้อยปีละครั้ง ซึ่งค่าบริการล้างนั้นก็หลากหลายกันไปตามขนาดของเครื่องปรับอากาศ (BTU)
- ปรับเวลาในการทำงานบ้านบางอย่าง
การเปิดใช้อุปกรณ์บางอย่าง เช่น เครื่องล้างจาน หรือเครื่องอบผ้า ในเวลาที่อากาศไม่ร้อนจัดเช่น ตอนเย็นๆ ค่ำๆ จะช่วยลดอัตราการใช้พลังงานให้คุณได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะในขณะที่อุปกรณ์เหล่านี้กำลังทำงานนั้นจะมีการปล่อยไอความร้อนแบบชื้นๆ ออกมา และยิ่งถ้าคุณเปิดแอร์ในตอนนั้นก็จะยิ่งทำให้แอร์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อปรับสภาพอากาศที่ชื้นนั้น ถือเป็นการเปลืองแบบสองเด้งเลยทีเดียว
- ซักผ้าด้วยน้ำเย็น
รู้หรือไม่ว่าการซักผ้าด้วยน้ำร้อนนั้นจะทำให้เครื่องซักผ้าของคุณกินไฟสูงถึง 90% แต่ถ้าผ้าบางอย่างจำเป็นต้องใช้น้ำร้อนในการซักล้างเพื่อฆ่าเชื้อหรือลบรอยเปื้อนต่างๆ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงยาก อย่างไรก็จำไว้ในใจเสมอว่า “น้ำเย็นเซฟ น้ำร้อนเปลือง”
อัพเดทข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทางอีเมลส่งตรงจากเว็บไซต์อสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทยฟรี สมัครได้ที่นี่
เรื่องอื่นที่น่าสนใจ